มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีควาฝัน แต่ทว่าความฝันของแต่ละคนนั้นย่อมแตกกต่างกันไป และยิ่งโดยเฉพาะบรรดาเหล่าคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาแล้ว เราก็เชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีความฝันที่จะเล่นกีฬาจนกลายเป็นนักกีฬาอาชีพเช่นกัน และหนึ่งในลีกกีฬาอาชีพที่มีหลาย ๆ คนหมายปองที่จะเข้ามาประสบความสำเร็จมากที่สุด หนึ่งในนั้นก็คือลีกอาชีพอย่าง NBA
แต่ทว่ามันก็น่าเสียดายที่มีนักบาส NBA บางคนที่ได้เข้ามาในวงการนี้แล้วพวกเขาก็ไม่ได้ไปไกลเหมือนดังเช่นความฝันของพวกเขา เนื่องจากการแข่งในลีก NBA นั้นถือได้ว่ามีการแข่งขันกันสูงจนทำให้มันยากที่จะก้าวไปถึงจุดสูงสุด ซึ่งในวันนี้เราจะขอพาทุก ๆ คนไปชมกันว่า เส้นทางอันโหดร้ายของผู้ที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จใน NBA ได้นั้นจะต้องเจอกับอะไรกันบ้าง
อย่างที่หลาย ๆ คนรู้กันดีว่า NBA นั้นถือได้ว่าเป็นลีกกีฬาที่มีความโหดเหี้ยไม่แพ้ลีกของกีฬาใด ๆ ในโลกนี้ เนื่องจากเราจะเห็นได้อย่างมากมายว่า ดาวรุ่งส่วนใหญ่ที่เข้ามาหากฟอร์มไม่โดดเด่นสะดุดตาจริง ๆ ชื่อของพวกเขาก็จะหายจากลีกไปด้วยเวลารวดเร็ว
โดยสิ่งที่ทำให้บรรดาเหล่าผู่เล่นใน NBA ต้องมาแบกรับความหวังจากผู้คนค่อนข้างมากนั่นก็เพราะว่าลีกนี้
ถือได้ว่าเป็นลีกบาสเกตบอลอันดับหนึ่งของโลก โดยในฤดูกาล 2018 – 2019 NBA มีจำนวนผู้เล่นที่ลงทะเบียนว่าสาม
ารถแข่งขันได้ทั้งหมดเพียงแค่ 494 คนเท่านั้น ซึ่งถ้าหากนับจากวันที่เปิดฤดูกาลเฉลี่ยกับทีมจำนวน 30 ทีมแล้ว เราจะพบว่าใน 1 ทีมจะมีผู้เล่นอยู่ในทีมเพียงแค่ 16 เท่านั้น แต่ที่มันยิ่งเจ็บปวดยิ่งกว่าคือใน 16 คนจะมีเพียงแค่ 5 คนที่สามารถสตาร์ทเป็นผู้เล่นตัวจริง
แต่ว่าความโหดร้ายของการพิสูจน์ตัวตนในเส้นทางของ NBA นั้นยังไม่ได้มีเพียงแค่ในสนามเท่านั้น เพราะว่าความโหดร้ายเหล่านั้นมันเริ่มมาตั้งแต่กระบวนการก่อนหน้านั้นแล้วหลายขุม โดยในปี 2018ทาง NCAA ที่ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่จัดแข่งกีฬาระดับมหาวิทยาลัยของประเทศอเมริกได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2018 มีผู้เล่นในลีก NCAA มากถึง 18,712 คน แต่ทว่ากลับมีผุ้เล่นเพียงแค่ 51 คนเท่านั้นที่ถูกดราฟต์เข้าสู่ NBA
โดยเหตุผลที่เหล่านักบาสจาก NCAA ได้เข้าสู่ NBA น้อยขนาดนั้นก็เพราะว่า
บาสเกตบอลนั้นใช้ผู้เล่นลงสนามเพียงแค่ 5 คน ทำให้ในแต่ละปี NBA จะดราฟต์ผู้เล่นเพียงแค่ 60 คนต่อปีเท่านั้น แถมโควต้าเหล่านั้นก็ยังวมีนักบาสเกตบอลจากต่างชาติที่เล่นในระดับอาชีพมาแล้วเข้ามาทรอดแทรกอีกด้วย แถมมันยังอีกหนึ่งสถิตินั่นก็คือ มีนักบาสจาก NCAA เพียง 1.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่พอจบจากมหาวิทยาลัยแล้วจะสามารถเข้าสู่ NBA ได้
และด้วยความลำบากของการที่จะเข้าสู่ NBA นี้เองจึงทำให้ผุ้เล่นทุกคนที่ถูกดราฟต์เข้าสู่ลีก โดนฝังหัวไปอย่างสนิทใจเลยว่า เขาคือผู้เล่นที่ดีจริง ๆ และนั่นเองก็ทำให้การจ่ายค่าเหนื่อยในลีกกีฬานี้แพงมากที่สุดในโลกตามไป โดยนักกีฬาในลีกคนหนึ่งจะมีค่าเฉลี่ยรายได้อยู่ที่ประมาณ 7.77 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าลีกกีฬาชั้นนำของหลาย ๆ ประเทศอยู่มาก รวถึงลีกของกีฬายอดฮิตอีกหนึ่งอย่างของชาติอย่าง NFL เช่นกัน
แต่เพดานค่าเหนื่อยที่สูงสุด ๆ นี้มันก็เหมือนกับดาบ 2 คมนั่นแหละ เพราะว่ามันไม่มีพื้นที่ว่างพอให้กับผู้ที่ล้มเหลวใน NBA มันจึงทำให้บรรดาเหล่าบอร์ดบริหารพร้อมที่จะเขี่ยผู้เล่นที่ไม่สามารถทำความสำเร็จให้ทีมเพื่อหาผู้เล่นคนใหม่เข้ามาแทนที่แบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะ
ผู้คนมักจะติดตากับบรรดาเหล่าซุปเปอร์สตาร์ของ NBA อย่าง ไมเคิล จอร์แดน, โคบี ไบรอันต์, เลบรอน เจมส์
ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาเหล่าซุปเปอร์สตาร์ที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วย่อมมีค่าเหนื่อยสูงเป็นเรื่องปกติ แต่ทว่าในทางตรงข้ามหากพวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถที่จะแสดงความสามารถให้เห็นได้ละ จุดจบอันมืดมิดก็คงรอพวกเขาอยู่อย่างแน่นอน
ทีนี้เรามาดูถึงเรื่องราวของอีกชายคนหนึ่งที่ตอนนั้นถูกคาดหวังว่าเขาคนนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งแสงแห่งความหวังของ NBA อย่างชายที่มีชื่อว่า โรเบิร์ต สวิฟท์ (Robert Swift) กัน โดยเขาคนนี้มีความสูงมากถึง 216 เซนติเมตร และยังมีผลงานการเล่นที่ยอดเยี่ยมตลอด 3 ปีในขณะที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย มันจึงทำให้เขาถูกดราฟต์เข้าสู่ NBA ตอนอายุ 18 ในปี 2014 ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ได้เรียนมหาวทิยาลัยเลยด้วซ้ำ
แต่ทว่าหลังจากที่เขาเข้ามาสู่ NBA เขากลับไม่สามารถที่จะฉายแสงเหมือนดั่งที่หลาย ๆ คนคิด เพราะว่าเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ลงเล่นกับ ซีแอตเทิล ซูเปอร์โซนิคส์ โดยเขานั้นไม่ได้ลงเล่นในฐานะตัวจริงเลยแม้แต่เกมเดียว จนทำให้สุดท้ายแล้วเขาคนนี้ก็ต้องปิดฉากอาชีพของตัวเองในฐานะนักบาส NBA ทั้ง ๆ ที่ยังมีวัยเพียงแค่ 23 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจลงไปเล่นลีกรองอย่าง NBA D-League หรือชื่อในปัจจุบันคือ NBA G-League แต่ทว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ยังไปไม่รอด และต้องออกจากลีกนี้ไปอีกครั้งทั้ง ๆ ที่ลงเล่นได้แค่ 2 เกม
อีกหนึ่งที่เราเคยนำเสนอบทความเกี่ยวกับเขาไปแล้วนั่นก็คือ ชายที่มีชื่อว่า เกร็ก โอเดน โดยเขาคนนี้นั้นก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกคาดหวังให้กัลายเป็นผู้เล่นที่จะต้องกลายเป็นตำนานของ NBA เนื่องจากดีกรีสมัยมหาวิทยาลัยของเขานี้มีราวัลต่าง ๆ การันตียาวเป็นหางว่าว จนกระทั่งเขาได้มาเข้ามาพิสูจน์ตัวเองกับไมอามี ฮีตในปี 2007
แต่สุดท้ายแล้วด้วยอาการบาดเจ็บก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้นและยังเป็นผลพวงต่อเนื่องมาอีกเรื่อย ๆ จนทำให้สุดท้ายแล้วเขาก็แทบจะไม่ได้ลงสนามเลย แถมยิ่งเวลาผ่านไป ความกดดันยิ่งถ่าโถมเข้าสู่เข้าเรื่อย ๆ จนทำให้สุดท้ายแล้วเจ้าตัวก็ตัดสินใจออกจาก NBA ในปี 2014
แต่แน่นอนว่าทาง NBA ก็ไม่ได้ใจร้ายไปซะทีเดียวเพราะพวกเองก็รับรู้ถึงปัญหานี้ มันจึงทำให้พวกเขาพยายามที่จะหาทางออกให้กับเรื่องนี้ด้วยการสร้าง NBA G League หรือชื่อเก่าก็คือ NBA Development League โดยลีกนี้จะเป็นลีกรองของ NBA เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้เล่นที่ไม่ถูกดราฟต์เข้าลีกหลัก
โดยผลการสำรวจในปี 2013 ได้พบว่ามีผู้เล่นถึง 33 เปอร์เซ็นต์ในอีกนี้ที่เคยเล่นกับ NBA มาก่อน แถมในปัจจุบันก็ยังมีอดีตผูเล่นของ NBA หลายคนหันมาเล่นลีกนี้กันอย่างต่อเนื่องเนื่อจากลีกนี้มันเหมือนกับการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้โชว์ฝีมือ และ เรียกความมั่นใจให้แก่พวกเขา นอกจากนั้นตัวของ G League ยังเป็นเสมือนพื้นที่ให้นักบาส NBA รุ่นเก๋าทั้งหลายที่เคยเลิกเล่นไปแล้วได้กลับมาเล่นบาสอีกครั้ง
และนี่แหละก็คือเส้นทางของความฝันที่มันไม่ได้มาแบบง่าย ๆ ของคนที่ต้องการจะก้าวเข้าสู่เวทีบาสเกตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง NBA dunkswin9
เกมส์ออนไลน์แนะนำ >>> เก้าเกออนไลน์ ได้เงินจริง