อย่างที่หลาย ๆ คนทราบว่ากีฬาบาสเกตบอลในสนามนจะต้องประกอบด้วยผู้เล่นนฝั่งละ 5 คน ซึ่งแน่นอนว่าในทุก ๆ ตำแหน่งของผู้เล่นจะต้องมีกซัพพอร์ต และ ช่วยเหลือกันอยู่ตลอดเวลาเพื่อทำให้เกิดเกมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าทุก ๆ คนจะได้ลงเล่นตลอดเวลาแบบเต็มเกม
ซึ่งเราต้องยอมรับว่ากีฬาบาสก็เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ค่อนข้างจะใช้พลังในการแข่งขันแต่ละแมตซ์ค่อนข้าสูง เพราะว่าในทุก ๆ แมตซ์มันจะต้องมีการวิ่งไป วิ่งกลับ ที่รวดเร็วอยู่พอสมควรมันจึงทำให้มีผู้เล่นบางคนที่โค้ชจำเป็นที่จะต้องพักตัวเอาไว้ แต่การจะพักตัวผู้เล่นหลัก แล้วส่งผู้เล่นสำรงอสักคนลงไปในสนาม แน่นนอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเลยนั่นก็คือ ความเสี่ยง
เพราะถ้าหากผู้เล่นสำรองที่ลงสนามไปเกิดมีประสิทธิภาพด้วยกว่าตัวจริงค่อนข้างมากแล้วละก็
มันอาจจะส่งผลให้ถึงขั้นเกมผลิกเลยก็ว่าดังนั้น เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ทีมบาสเกตบอลแต่ละทีมถึงมีบรรดาเหล่าผู้เล่นสำรองที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง
และหนึ่งในขุมกำลังแบ็คอัพชั้นเลิศที่ใครหลาย ๆ คนต่างยอมรับ ก็คือ ชายคนหนึ่งผู้ซึ่งอยู่เบื้อหลังความสำเร็จของนักบาสระดับตำนานทั้งสองอย่าง ไมเคิล จอร์แดน และ โคบี ไบรอัน มาแล้ว โดยสายผู้ที่หนุนหลังระดับผู้เล่นในตำนานทั้ง 2 นั้นมีชื่อว่า รอน ฮาร์เปอร์
รอน ฮาร์เปอร์ นั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นตำแหน่งการ์ดฝีมือดีมาตั้งแต่สมัยที่เขาอยู่ในรั้งมหาวิทยาลัย โดยเขาคนนี้สร้างผลงานสุดยอดเยี่ยมเอาไว้มากมายไม่ว่าจะเป็นการคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ MAC ไปถึง 2 สมัย และยังเป็นเจ้าของสถิติทำแต้มได้มากที่สุดตลอดกาลของทีมอีกด้วย
และเมื่อฟอร์มการเล่นสุดร้อนแรงขนาดนี้เวทีที่เขาจะต้องก้าวต่อไปนั่นก็คือ เวทีของบาสลีกอาชีพอย่าง NBA
โดยเขานั้นได้ถูกทีมอย่าง คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ดราฟต์ไปเป็นอันดับที่ 8 ในปี 1986 และนั่นเองก็คืดจุดเริ่มต้นของชายคนนี้ โดยที่คีฟแลนด์นั้นเขาสามารถยิงเฉลี่ยนต่อเกมได้ถึง 22.9 แต้ม และสามารถทำแอนซิสต์ และ รีบาวด์ ได้ถึง 4.8 คะแนน จนทำให้เขากลายเป็นอีกหนึ่งรุกกี้หน้าใหม่ที่น่าจับตามองมาก ๆ ของวงการบาสในขณะนั้น
จนกระทั่งในปี 1989 – 1990 เขาก็ถูกเทรดไปอยู่กับทีมอย่าง แอลเอ คลิปเปอร์ส ซึ่งที่นั่นนี่เองที่ทำให้เขาถุกบ่มเพาะจนกลายผู้เล่นระดับแนวหน้า และ ยังครองตำแหน่งกัปตันทีมไปในที่สุด จนทำให้ทีมสุดแกร่งอย่างยุคนั้นเริ่มเพ็งเล็งมาที่เขา และในที่สุดในฤดูกาล 1994 – 1995 ตัวเขาที่กลายเป็นผู้เล่นฟรีเอเย่นต์ก็ได้เซ็นสัญญามาเป็นผู้เล่นคนใหม่ของทีมดังอย่าง ชิคาโก้ บูลส์
หาถามว่าตอนนั้นเจ้ากระทิงดุกำลังมองหาอะไรจากตัวของ ฮาร์เปอร์ คำตอบนั่นก็คือ ประสบการณ์ของเขา
เพราะในช่วงฤดูกาลก่อนหน้านั้น ชิคาโก้ บูลส์ ได้สูญเสียผู้เล่นคนสำคัญอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ที่ประกาศเลิกเล่นไป เขาจึงหวังว่าการนำเอาประสบการณ์ของฮาร์เปอร์เข้ามาจะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้
และถึงแม้ว่าฤดูกลาลในปี 1994 – 1995 จะเริ่มต้นขึ้นโดยไม่มี ไมเคิล จอร์แดน แล้วก็ตาม บรรดาเหล่าผู้ดาวรุ่งหน้าใหม่ก็ยังถือได้ว่าผลงานได้ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาเพิ่มเติมของ สก็อตตี้ พิพเพ่น ส่วนตัวของ ฮาร์เปอร์ เองก็สามารถช่วย บูลส์ ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเข้ามาอุดเกมรับที่ขาดหายไป ตามแท็คติกของ ฟิล แจ็คสัน โค้ชของทีมไว้ได้อย่างพอดีเป๊ะ
แต่ด้วยการที่ต้องลงมาเล่นเกมรับมากขึ้นจึงทำให้ประสิทธิภาพในการทำแต้มของเขาลงลง ซึ่งแม้ว่าเขาจะผิดหวังในด้านการทำแต้ม และ การพาทีมไปไม่ถึงแชมป์ก็ตาม แต่ทว่าชายวัย 30 ในตอนนั้นก็ยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และ พัฒนาตัวเอง มันจึงทำให้เขาเริ่มเรียนรู้และตั้งใจกับวิถีแห่งเกมรับแบบเต็มสูบนั่นเอง
แต่แล้วสิ่งที่เหล่าแฟน ๆ บลูส์แทบไม่อยากเชื่อเลยนั่นก็คือ การกลับมาของผู้เล่นระดับตำนานของพวกเขา
เพราะในที่สุด ไมเคิล จอร์แดนก็เลิกถือไม้เบสบอล และ กลับมาถือลูกบาสลงสนามที่เขาถนัดอีกครั้ง และ เมื่อครั้งนี้จอร์แดนกลับมา เขาก็ต้องพบว่าทีมในตอนนี้มันเต็มไปด้วยศักยภาพอันเปี่ยมล้น อีกทั้งในครั้งนี้จอร์แดนยังไม่ต้องมาพระวงเกมรับอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้เขามีชายที่ชื่อว่า รอน ฮาร์เปอร์ คอยเล่นเกมรับให้
ซึ่งใครที่เป็นแฟนบาสหลาย ๆ คนก็คงจะรู้กันใช่ไหมละว่า ชิคาโก้ บูลส์ ในปลายยุค 90 มันคือทีมที่โคตรสุดขนาดไหน แต่ภายใต้ความร้อนแรงนั้นหากเรามองกันให้ลึก ๆ ให้ดีว่านอกจากเกมรุกที่ยากจุดแล้ว เหล่าบรรดาผูเล่นเกมรับนั้นก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำงานหนักไม่ให้เหล่าคะแนนที่ผู้เล่นเกมรุกทำมาได้นั้นเสียเปล่า
ซึ่งเกมรับอันแข็งแกร่งของ ฮาร์เปอร์นี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นผู้ปิดทองหลังพระ และ เป็นเฟืองตัวสำคัญที่ส่งเอาบูลส์ความแชมป์ NBA ไปถึง 3 สมัยรวด
แต่การคว้าแชมป์กลับ บูลส์ นั้นยังไม่ใช่ปลายทางของชายคนนี้ เพราะหลังจากที่ ฮาร์เปอร์
ได้หมดสัญญากับ ชิคาโก้ บูลส์ ทีมที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาให้เขาต่อนั่นก็คือ ทีมอย่าง แอลเอ เลเกอร์ส ซึ่งในตอนนั้นทีมมีขุมกำลังที่จัดได้ว่าเดือดสุด ๆ ในวงการอย่าง
โคบี ไบรอันท์ และ ชาคีล โอนีล และแน่นอว่าการที่ เลเกอร์ส สนใจในตัวของ ฮาร์เปอร์ นั้นก็คือการเติมเต็มเกมรับนั่นเอง
ซึ่งหน้าที่อันสำคัญของ ฮาร์เปอร์ ภายใต้สีเสื้อใหม่นี้ก็ไม่ต่างอะมากจากตอนที่เขาสวมสีเสื้อเดิม นั่นก็คือ การปัดกวาดเพื่อให้เหล่าผู้เล่นเกมรุก ซึ่งในตอนนั้นคือ โคบี ได้ฉายแสง และแน่นอนว่าสิ่งที่ ฮาร์เปอร์ ทำนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะการที่ โคบี ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องเกมรับ ทำให้เขาบุกเข้าไปทำแต้มจนกลายเป็นผู้เล่นระดับตำนานมาจนถึงทุกวันนี้
และมีผู้เล่นสุดแกร่งอยู่กับครบ มันก็เลยไม่น่าแปลกใจเลยที่ทีมอย่าง เลเกอร์ส สามารถครองความสำเร็จได้เช่นเดียวกับ บูลส์ โดยพวกเขาสามารถที่จะคว้าแชมป์ NBA มาถึงได้ 2 สมัยซ้อน ซึ่งในตอนนั้นเอง ผู้เล่นที่เป็นเพียงแค่คนปิดทองหลังพระ เผลอแป๊บ ๆ ก็มีแหวนแชมป์สวมที่นิ้วถึง 5 วงซะแล้ว หนำซ้ำถ้าเขาไม่ตัดสินใจเลิกเล่นในฤดูกาล 2002 ไปเสียก่อน เขาคนนี้ก็คงจะได้แหวนแชมป์มาประดับมืออีกวงอย่างแน่นอน เพราะว่า เลเกอร์ส ในตอนนั้นกลายเป็นอีกทีมที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ NBA 3 สมัยติดได้
จากผู้เล่นที่ยอมลดการทำต้ามซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ เพื่อมารับบทบาทผู้ปิดทองหลังพระ แถมยังเป็นผู้เล่นที่ผลักดันให้ผู้เล่นระดับตำนานกลายเป็นผู้โดดเด่นในสนามโดยที่ไม่เคยปริปากคนสักคำ เขาคนนี้นี่แหละ คือ ชายผู้ที่อยู่เบื้อหลังการสร้างตำนาน
รอน ฮาร์เปอร์