สำหรับคอกีฬาหลาย ๆ คนน่าจะทราบกันดีกว่า การแข่งขันกีฬานั้นจะเป็นการแข่งขันแบบฤดูกาล โดยบรรดาเหล่าทีมต่าง ๆ นั้นมื่อถึงช่วงเปิดฤดูกาลพวกเขาก็จะทำการระเบิดเพื่อฟาดฟันหาตำแหน่งแชมป์กันอย่างบ้าคลั่ง โดยช่วงระหว่างฤดูกาลของแต่ละทีมนั้นค่อนข้างที่จะเป็นอะไรซึ่งจริงจังกันแบบสุด ๆ แต่ทว่าหลังปิดฤดูกาลการแข่งขันจบลง บรรดาเหล่าทีที่ทำศึกนักกันมานานก็จะเข้าสู่ช่วงบรรยากาศสงบสุขแต่มันอาจจะสงบแค่ในสนาม เพราะว่าในตลาดอื่น ๆ พวกเขาก็จะต้องมาฝาดฟันกันต่อไป
ซึ่งแน่นอนแหละว่าแต่ละประเภทกีฬาในช่วงปิดฤดูกาลนั้นก็จะมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไป
แต่สำหรับคนที่เพิ่งมาเริ่มสนใจกีฬาบาสเกตบอลอย่างว NBA คงไม่รู้ว่าแท้จริง ๆ ช่วงเวลาปิดฤดูกาลของ NBA นั้นมันมีอะไรเยอะแยะมากกว่าการซื้อขายตัว ดังนั้นเพื่อที่จะให้บรรดาเหล่าคนที่เพิ่งหัดมาดู NBA ได้ทราบกันว่าในฤดูปิดฤดูกาลของ NBA นั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เดี๋ยววันนี้เราจะพาทุกคนไปรับทราบถึงช่วงเวลานั้นกัน ซึ่งถ้าทุกคนพร้อมแล้ว เราไปเริ่มต้นกันเลย
โดยคำว่าปิดฤดูกาลของ NBA ภาษาอังกฤษนั้นจะถูกเรียกว่า Offseason ซึ่งในช่วงที่ลีกไม่มีการทำการแข่งขัน มันก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กับการลงสนามของบรรดาเหล่าทีมต่าง ๆ เลย เนื่องจากในช่วงปิดฤดูกาลนี้ แต่ทละทีมจะมาทำการกำหนดนโยบายการบริหารของทีมให้เป็นไปตามแนวทางมาที่สุด ยกตัวอย่างเช่นการพูดคุยถึงเรื่องการสร้างทีมใหม่ หรือ การรักษาผู้เล่นตัวหลักเอาไว้ รวมถึงยังมีการพูดคุยถึงประเด็นการวางระบบทีม รวมถึงการวางรูปแบบการฝึกซ้อมต่าง ๆ ด้วย
หากถามว่าทำไมต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบต่าง ๆ ในช่วงปิดฤดูกาล นั่นก็เพราะว่าในการแข่งขันในฤดูกาลปกตินั้น จะมีการแข่งขันที่ค่อนข้างถี่ มันเลยทำให้การจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นหลักระหว่างฤดูกลาลนั้นมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก
ซึ่งโดยปกติแล้วแต่ละทีมมักจวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายฤดูกาลปกติหลังจากที่พวกเขาทราบว่าทีมตัวเองจะได้เข้ารอบเพลย์ออฟหรือไม่ ซึ่งช่วงสำคัญในก่อนปิดฤดูกาลนนี้เองนี่แหละที่มันเป็นการวัดกึ๋นของทีมบริหารได้อย่างดีเลยทีเดียว
โดยการปิดฤดูกาลของ NBA นั้นจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน
ซึ่งบางทีมก็อาจจะปิดก่อนหน้านั้นเนื่องจากไม่ได้เข้าไปลุ้นในรอบเพลย์ออฟ ซึ่งในช่วงปิดฤดูกาลนั้นเองจะเกิดกิกจรรมต่าง ๆ มากมาย โดยอันแรกที่แฟน ๆ หลายคนติดตามเป็นอย่างมากนั่นก็คือ Draft Lottery
โดย Draft Lottery ที่เกิดขึ้นในช่วงปิดฤดูกาลของ NBA นั้นจะเป็นการจัดอันดับว่าทีมไหนจะได้สิทธิ์ในการดราฟต์ตัวผู้เล่นเป็นอันดับที่เท่าไหร่ โดยการดราฟต์ที่ว่านั้นจะเกิดขึ้นในช่วปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งแต่ละทีมจะได้สิทธิในการดราฟต์ทั้งหมด 2 รอบ โดยอันดับ 1 – 14 จะใช้การสุ่มที่เรียกว่า Draft Lottery ในการสุ่มหาผู้ที่มิสิทธิ์ดราฟต์ ส่วนตั้งแต่อันดับที่ 15 เป็นต้นไปจะเรียงตามลำดับปกติ โดยลำดับในการเรียงนี้จะเรียงจากทีมที่มีผลงานที่แย่ที่สุดจะได้เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ดราฟต์ก่อนนั่นเอง
พออ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนก็คงคิดว่าแบบนี้มันก็น่าเกิดช่องโหว่งอันมหาศาลเกิดขึ้นได้เนื่องจากถ้าทีมไหนรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ลุ้นอะไรแล้ว พวกเขาก็สามารถที่จะปล่อยจอยแล้วเล่นไปงั้น ๆ ไปจนกระทั่งปิดฤดูกาลเลยก็ได้ และ เอาเวลาไปวางแผนในการดราฟต์เพื่อเตรียมตัวสู้ศึกในฤดูกาลหน้าไม่ดีกว่าเหรอ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้มีแค่คุณหรอก เพราะว่ามันยังมีหลาย ๆ ทีมที่ทำแบบนั้นจริง ๆ โดยการที่พวกเขาทำแบบนั้นจะมีศัพท์เทคนิคที่ในวงการ NBA เรียกว่าการ Tanking
ซึ่งการง่าย ๆ ของการ Tanking นั่นก็คือเล่นให้แพ้ ๆ ไปตามกติกาปกตินั่นแหละ โดยวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือ การส่งชุดผู้เล่นสำรอง หรือ ชุดเด็ดลงสู่สนามแบบเต็มเกมเพื่อให้เก็บประสบการณ์ และแน่นอนว่าเมื่อมีทีมเริ่ม มันก็ย่อมมีทีมตา จึงทำให้ทางลีกเองก็ต้องหามาตารการมาควบคุมเพื่อไม่ให้เกมในฤดูกาลปกติออกมาน่าเบื่อ และวิธีการไขปัญหาดังกล่าวก็คือ Draft Lottery ที่เกิดขึ้นในช่วงปิดฤดูกาลนี่แหละ
โดย Draft Lottery นั้นจะมีการจัดอันดับเพื่อแบ่งว่าทีมไหนจะมีโอกาสได้ดราฟต์เป็นอันดับต้น ๆ
โดยจะมีการแบ่งเป็นเปอร์เซ็นตามสถิติจากทั้งหมด 14 ทีมที่ไม่ได้เข้ารอบเพลย์ออฟ ซึ่งจะเริ่มจาก 3 ทีมที่แย่ที่สุด โดย 3 ทีมนั้นจะได้โอกาสดราฟต์เป็นเบอร์แรกเท่ากันอยู่ที่ 14 เปอร์เซ็น และทีมอื่น ๆ ที่ต่อจากนั้นก็จะมีโอกาสลดลงมาเรื่อย ๆ จนถึง 3 ทีมที่ดีที่สุด จะโอกาสดราฟต์เป็นคนแรกได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และถึงวันจัดอันดับซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปิดฤดูกาล ก็จะมีการประกาศว่าทีมใด ได้อันดับที่เท่าไหร่ เพื่อให้แต่ละทีมไปทำการวางแผนต่อว่าจะเลือกใครมาเสริมที่ในช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งเรื่องของสิทธิ์ในการดราฟ์ และ การ Trade สิทธิต่าง ๆ นั้นคุณสามารถไปอ่านกันต่อกับบทความที่เราเคยอธิบายไว้แล้ว
อีกหนึ่งกิจกรรมที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในช่วงปิดฤดูกาลเลยนั่นก็คือ การแข่งที่เรียกว่า Summer League หรือถ้าจะให้เรียกเข้าใจง่าย ๆ นั่นก็คือ มินิลีกสำหรับลองบรรดาเหล่าผู้เล่นใหม่ รวมถึงจะเป็นการใช้ทดสอบผู้เล่นที่ทีมสนใจจะดึงเข้าสังกัดอีกด้วย โดยการแข่ง Summer League นั้นจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฏาคมไปจนถึงกลางเดือน โดยผู้ที่พลาดการดราฟต์ หรือ ผู้เล่นที่อยู่ในลีกรองอย่าง G-League รวมถึงลีกต่างประเทศ ก็จะมาโชว์ความสามารถให้บรรดาเหล่าทีมใน NBA ได้เห็นเพื่อที่จะให้เหล่าทีมใหญ่ ๆ คัดเลือกพวกเขาเข้าไป โดยแต่ละทีมนั้นจะได้เล่นประมาณ 5 – 7 เกม ซึ่งทีมไหนที่สนใจผู้เล่นคนไหน ก็สามารถที่จะให้ผู้เล่นคนนั้นลงทะเบียนในชื่อทีมของตัวเอง แล้วลงเล่นในมินิลีกนี้ได้เป็นกรณีพิเศษ โดยสิทธิ์ของผู้เล่นที่ได้สังกัดทีมจะจบลงเมื่อ Summer League ปิดฉากลง
แต่เรื่องราวในช่วงปิดฤดูกาลของแต่ละทีมนั้นยังไม่ได้หมดแต่เพียงเท่านั้น เพราะว่ายังมีกิจกรรมอีกหลาย ๆ อย่างที่หลายทีมต้องทำในช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง เอาไว้เดี๋ยวเรามาติดตามกันต่อในบทความหน้า