ถ้าให้พูดเรื่องราวของความชอบแล้วละก็ เราเชื่อว่ามนุษย์อย่างเรา ๆ นั้นล้วนแล้วแต่มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งบางทีแล้วความชอบนั้นก็อาจจะพาเราไปถึงความฝันจนทำให้บางทีเราก็ต้องตัดสินใจเอาความชอบนั้นทำเป็นเพียงแค่งานอดิเรกเท่านั้น
แต่ทว่ามันก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนเลยที่มีโอกาสได้ใช้ความชอบนั้นสานฝันของตัวเอง จนทำให้กลายเป็นอาชีพสำหรับเลี้ยงปากเลี้ยงทองมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนแล้วเหตุการณ์แบบนี้มักจะเกิดขึ้นกับเหล่านักกีฬาอาชีพทั้งหลาย ซึ่งในวันนี้เราจะมาโฟกัสกันที่กีฬาบาสเกตบอลกัน
ในวงการบาสเกตบอล NBA ก็มีเหล่าบรรดาซุปเปอร์สตาร์หลาย ๆ คนที่มุ่งมั่นฝึกซ้อมทักษะด้านบาสเพียงอย่างเดียวเพื่อที่จะพาตนเองให้เข้ามายืนอยู่ในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง NBA ให้ได้ แต่ทว่ากลับมีนักบาสคนหนึ่ง ที่เขาไม่ได้พัฒนาทักษะด้านกีฬาบาสเพียงอย่างเดียว เพราะในระหว่างที่เขากำลังเล่นบาสอย่างจริงจังนั้น เขาก็ได้เล่นกีฬาอีกอย่างหนึ่งควบคู่ไปด้วย นั่นก็คือ กีฬากอล์ฟ ซึ่งเจ้านักบาสที่ฝึกทั้ง 2 กีฬาในเวลาเดียวกันนั้นก็คือ ผู้เล่นคนเก่งของ โกลเด้น สเตท วอริเออร์ส ราชาแห่ง 3 แต้ม อย่าง สตีเฟน เคอร์รี
หากใครที่เคยอ่านประวัติของราชาแห่ง 3 แต้มคนนี้มาบ้างแล้ว คงจะรู้กันว่าเขาคนนี้เป็นคนที่มี DNA
เกี่ยวกับบาสเกตบอลไหลเวียนอยู่ในตัวค่อนข้างสูงเอามาก ๆ เนื่องจากคุณพ่อของเขาอย่าง เดล เคอร์รี่ เคยเป็นถึงนักบาสระดับ NBA ที่ลงเล่นให้กับ โตรอนโต้ เเร็ปเตอร์ส และเพราะความเป็นผู้เล่นนี้เองที่ทำให้คุณพ่อของเขามักจะพาเจ้าลูกชายทั้ง 2 คนมายังสนามซ้อมอยู่เป็นประจำ
แต่ทว่าคุณพ่อของเขาเองก็ไม่ได้มีความชำนาญด้านกีฬาบาสเพียงอย่างเดียว เพราะว่าเขาคนนี้คืออีกคนที่มีทักษะ และ ฝีมือในระดับสูงพอตัว จนทำให้เพื่อน ๆ ของเขาแทบจะไม่ได้เงินสักแดงเดียวเลยเวลาที่ไปออกรอบกับ เดล และแน่นอนว่าเจ้าหนูน้อย สตีเฟน เคอร์รี คนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่ออกติดตามพ่อไปออกรอบเช่นเดียวกันจนทำให้กลายเป็นกีฬาโปรดอีกอย่างหนึ่งเข้า
แถมตัวของ สตีเฟน เคอร์รี เองก็ยังเริ่มพัฒนาทักษะด้านกอล์ฟอย่างจริงจังถึงขนาดที่มีการจ้างครูให้มาสอน
จนทำให้เพียงไม่นานนักเจ้าหนูคนนี้ก็เอาชนะคุณพ่อของเขาที่บรรดาเหล่านักบาส NBA ยังขยาดไปอย่างง่ายดาย
หลังจากนั้นครอบครัวของ สตีเฟน เคอร์รี ก็ได้ทำการย้ายถิ่นฐานตามคุณพ่อที่หมดสัญญากับ แร็ปเตอร์ส โดยเขาได้เดินทางมาตั้งที่อยู่ใหม่กันที่ ชาล็อตต์ โดยพวกเขาก็ได้ส่งตัวของ สตีเฟน เคอร์รี เข้าสู่โรงเรียดังอย่าง โรงเรียนคริสเตียนชาร์ล็อตต์ ซึ่งที่แห่งนี้นี่เองที่มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นฉายแววความเก่งกาจของ สตีเฟน เคอร์รี เพราะเขาสามารถที่จะพาทีมไปคว้าแชมป์
คอนเฟอเรนซ์ถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะย้ายไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเดวิดสัน
แต่ทว่าระหว่างที่เขากำลังเดินหน้าทำผลงานในสนามบาสอยู่นั่นเอง พ่อของเขาก็พยายามที่จะปิดผนึกความสามารถด้านกอล์ฟของเจ้าเด็กคนนี้ลงไป เนื่องจากทางฝั่งของพ่อเองกังวลใจว่าหากลูกรักของเขาเอาดีทางกอล์ฟมากเกินไป มันอาจจะส่งผลกระทบต่อทักษะต่าง ๆ ด้านบาสได้ ซึ่งการหักดิบในครั้งนี้เองที่ทำให้คุณพ่อไม่ยอมที่จะพา สตีเฟน เคอร์รี ไปสนามกอล์ฟ รวมถึงไม่เคยที่จะชื่นชอบทักษะอันยอดเยี่ยมด้านกอล์ฟของลูกตัวเองเหมือนแต่ก่อน
แต่ถึงคุณพ่อจะปิดกั้นเส้นทางบาสของเขาด้วยวิธีดังกล่าว สิ่งที่ สตีเฟน เคอร์รี เลือกจะทำนั่นก็คือ การไปออกรอบเองมันซะเลย แต่จุดมุ่งหมายของเขานั้นไม่ได้เพราะอยากที่จะเทิร์นโปรอะไรขนาดนั้น แต่ทว่าที่เขาไปออกรอบเองเพราะว่ามันมีแต่คำว่าสนุก ล้วน ๆ เลย แต่เขาหารู้ไม่ว่าไอ้กีฬาเล่นเพราะความสนุกนี่แหละที่มันได้ส่งผลต่อเขาในอนาคต
ซึ่งฟอร์มการเล่นบาสให้กับมหาวิทยาลัยของ สตีเฟน เคอร์รี ถือได้ว่าโดดเด่นไม่แพ้ใครเลยทีเดียว มันเลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาคนนี้ถึงกลายเป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งที่หลาย ๆ คนต่างให้ความสนใจ และแน่นอนว่ามีเหรอที่บรรดาเหล่าทีมต่าง ๆ ใน NBA จะไม่มองมาที่ดาวรุ่งคนนี้ จนกระทั่งวันดราฟในปี 2009 ก็เดินทางมาถึง
แม้ว่า สตีเฟน เคอร์รี เองจะไม่ใช่ดาวดังถึงขนาดที่ว่าต้องถูกดราฟเป็นอันดับที่ 1 แต่อย่างน้อยเขาคนนี้
จะต้องมีรายชื่อติดใน Top 5 ของการดราฟอย่างแน่นอน แต่ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อเขาคนนี้ถูก มินเนโซต้า ทิมเบอร์วูล์ฟส์ เมินและหลังไปเลือกดาวรุ่งวัย 18 ปีอย่าง ริคกี้ รูบิโอ แทน แต่เหตุผลที่ทมันทำให้พ่อเขาสุดปวดใจนั่นก็คือ ผู้เล่นคนนี้ให้เวลากับกีฬากอล์ฟมากเกินไปนั่นเอง
แต่ก็โชคยังดีที่สุดท้ายแล้ว สตีเฟน เคอร์รี เองก็ถูกเลือกเข้าสู่เวที NBA เป็นอันดับที่ 7 โดยทีมที่เลือกเขาเข้ามานั่นก็คือ ทีมที่เขาสังกัดอยู่ในปัจจุบันอย่าง โกลเด้น สเตท วอริเออร์ส
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเลือกเส้นทางอาชีพในการสานฝันวัยเด็กของเขาเป็นบาสเกตบอลแล้วก็ตาม แต่ทว่าควาฝันของการเล่นกอล์ฟก็ยังไม่หยุดลง แถมเผลอ ๆ มันจะจริงจังไปมากกว่าเดินเสียอีกด โดยในฤดูกาลปี 2018 – 2019 นั้น สตีเฟน เคอร์รี เคยถูกโจมตีอย่างหนักเนื่องจากเขาใช้ช่วงเวลาในการแข่งไปตีกอล์ฟ รวมถึงยังเอาเวลาไปทำรายการผ่าน Facebook ที่มีชื่อว่า Stephen vs The Game ซึ่งการกระทำนี้มันค่อนข้างจะสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากเนื่อจากทีมของเขายังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ อีกทั้ง แชมป์นี้จะเป็นแชมป์แบบ 3 สมัยรวดในประวัติศาสตร์ของทีมอีกด้วย
ซึ่งสิ่งที่มันพาตัวของ สตีเฟน เคอร์รี มาสู่ความสำเร็จได้นั่นก็คือ เขาคนนี้สามารถประยุกต์เอาแนวคิดต่าง ๆ
เข้ามาพัฒนาตัวเขาเองได้อย่างไม่หยุด และเพราะการแบ่งเวลาทั้ง 2 อย่างนี้ได้อย่างลงตัวนี้แหละที่ทำให้เสียงคัดค้านที่จะให้เขาเลิกเล่นกอล์ฟเริ่มค่อย ๆ จางหายไป และทำให้ สตีเฟน เคอร์รี กลับมาเล่นกอล์ฟได้อย่างสนุกสนานอีกครั้ง
และแน่นอนว่าเมื่อทักษะด้านกอล์ฟของเขาไม่มีใครมากดทับไว้แล้วอีกต่อไป มันก็ถึงเวลาที่เขาคนนี้จะได้ทำสิ่งที่อยากทำกับกีฬานี้สักที โดยเขาได้ร่วมกับ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักด้านอุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ ของเขา ออกแบบชุดกอล์ฟ คอลเลคชั่น ขึ้นมาโดยแบรนด์แอมบาสเดอร์ของโปรดักนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะมันก็คือเจ้าตัวคนออกแบบเองอย่าง สตีเฟน เคอร์รี นั่นแหละ
และนี่ก็คือเครื่องยืนยันเป็นอย่างดีว่า บางทีแล้วความชอบของคนเรามันก็ไม่จำเป็นจะต้องมีเพียงอย่างใด อย่างหนึ่ง แล้วคุณละมีทักษะอะไรดี ๆ ที่สามารถทำไปพร้อม ๆ กันด้วยอยู่หรือไม่ dunkswin9