เราเชื่อว่าในที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยผ่านการดูภาพยนตร์มาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย และ ก็เชื่อว่ามันจะต้องมีหนังหลาย ๆ เรื่องที่มีความดราม่าอันแสนน่าประทับใจจนคุณต้องจดจำ ซึ่งส่วนใหญ่หนังดราม่าที่สามารถปลุกพลังใจในตัวของคุณได้ส่วนใหญ่นั้นมักจะมีเนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นจากการเป็นคนธรรมดา ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ และ ใครให้ค่า จนกระทั่งพวกเขาเหล่านั้นสามารถคว้าโอกาสกและพิสูจน์ให้ใครหลาย ๆ คนเห็นได้ในที่สุดนั่นเอง ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้หลาย ๆ คนก็อาจจะคิดว่ามันก็คงจะเกิดแต่ในภาพยนตร์เท่านั้น แต่ทว่าเปล่าเลย เพราะว่ายังมีชายคนหนึ่งที่สามารถทำเรื่องได้จริง ๆ โดยชายคนนั้น เขามีชื่อว่า เจสัน แม็คเอลเวน
เจสัน แม็คเอลเวน ได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1987 โดยเขาได้เป็นลูกชายคนที่ 2 ของครอบครัว
แม็คเอลเวน โดยมีพี่ชายที่อายุห่างจากเขาเพียงแค่ปีเดียวอย่าง จอช เป็นพี่ชายคนโต ซึ่งครอบครัวของ เจสัน แม็คเอลเวน นั้นใช้ชีวิตแบบทั่ว ๆ ไปเหมือนกับชาวอเมริกันรที่ไม่ได้มีความเลิศหรูอะไรมากนัก แต่แล้วเรื่องราวสุดช็อคก็ได้เริ่มต้นกับครอบครัวนี้
โดบหลังจาก 6 เดือนที่ เจสัน แม็คเอลเวน เกิดมา ครอบครัวของเขาก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง เนื่องจากลูกชายตัวน้อยของพวกเขาไม่ยอมสบตาผู้เป็นแม้เลย
ผู้เป็นแม่พยายามที่จะพาเจสัน แม็คเอลเวน ไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กสัปดาห์ละครั้ง เพื่อหวังว่าลูกชายของเธอจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น แต่ทว่าสุดท้ายแล้วมันก็ไม่เป็นอย่างที่เธอหวัง เพราะ เจสัน แม็คเอลเวน เอาแต่ซ่อนตัวอยู่แต่ในมุมห้อง แถมเขายังเอาผ้าปิดตัวเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครเห้นอีกด้วย
แต่ทว่าเมื่อตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน อยู่บ้าน เขากลับเปลี่ยนไปเป็นอีกหนึ่งบุคลิก เพราะเจ้าเด็กน้อยคนนี้วิ่งเล่นอยู่ในบ้านอย่างบ้าคลั่ง แถมยังชอบตื่นมากลางดึกและวิ่งเล่นเป็นชั่วโมง ๆ จนทางครอบครัวต้องเอายาสลบให้กับ เจสัน แม็คเอลเวน กิน นอจกานั้นแล้ว เจสัน แม็คเอลเวน ยังมีอารมณ์รุนแรงอย่างการพยายามจะตบหัวตัวเองอีกด้วย
จนกระทั่ง เจสัน แม็คเอลเวน มีอายุได้ 3 ขวบ ทางครอบครัวก็ว่าพบจริง ๆ แล้วลูกของเขานั้นมีอาการออทิสติกชนิดรุนแรง
ซึ่งแน่นอนว่ามันเหมือนกับฟ้าฝ่ามากลางใจของครอบครับแม็คเอลเวน ซึ่งกว่าที่พวกเขาจะทำใจกับโรคที่ลูกชายของเธอเป็นได้ก็กินเวลาไปเกือบสัปดาห์ และด้วยการที่ เจสัน แม็คเอลเวน เป็นโรคออทิสติกมันจึงทำให้ตัวของเขานั้นมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งกว่าที่ตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน จะพูดคำแรกได้ก็รอไปถึงอายุ 5 ขวบเลยทีเดียว
แต่ก็ถือว่าโชคยังดีที่ เจสัน แม็คเอลเวน ยังมีพี่ชายของเขาอยู่เคียงข้างตลอด โดยเขาได้พาน้องชายไปเที่ยวด้วยในทุก ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโบว์ลิ่งที่ลานโบว์ลิ่ง หรือการตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟ และอีกหนึ่งกีฬานั่นก็คือ บาสเกตบอล ซึ่งกีฬาอย่างบาสเกตบอลนี้เองที่ทำให้โลกของ เจสัน แม็คเอลเวน ได้เปลี่ยนแปลงไป
การที่พี่ชายอย่าง จอช อยู่กับ เจสัน แม็คเอลเวน ตลอดเวลา มันทำให้ทั้ง 2 นั้นค่อนข้างที่จะสนิทกันมาก ๆ
และอิทธิพลต่าง ๆของ จอช ก็ส่งผ่านไปยัง เจสัน แม็คเอลเวน ซึ่งตัวของเขานั้นชอบเล่นกีฬาในทุก ๆ ประเภทที่พี่ชายของเขาเล่น จนในที่สุดตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน เองก็ได้รู้ว่า เขานั้นโปรดปรานกีฬาอย่างบาสเกตบอลมากที่สุด
ซึ่งความชอบของ เจสัน แม็คเอลเวน นั้นทำให้เขาค่อนข้างที่จะหมกหมุ่นอยู่กับบาสเกตบอลเป็นอย่างมาก โดยเขานั้นตั้งใจฝึกซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ แถมยังซ้อมยิงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งมันก็ถึงวันที่ตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน ได้เข้าสู่ไฮสคูล ตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน ก็ไม่มีรีรอที่จะเข้าไปคัดตัวเพื่อเป็นนักกีฬาของโรงเรียน
แต่ทว่าความรักในกีฬานี้ยังไม่สามารถที่จะพาให้ตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน ได้รับการบรรจุลงไปเป็นผู้เล่นของทีม โดยสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ถูกบรรจุเข้าไปนั่นก็คือ ขนาดตัวของเขาที่ค่อนเล็ก เนื่องจากในตอนนั้นเขามีส่วนสูงเพียงแค่ 170 เซนติเมตร ซึ่งถือได้ว่ามันค่อนข้างที่จะเล็กเอามาก ๆ สำหรับผู้เล่นบาสเกตบอล
แต่ว่าแม่ของ เจสัน แม็คเอลเวน เองก็ไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกัน เพราะเธอได้ตัดสินใจโทรไปที่โรงเรียน
เพื่อที่จะอธิบายว่าบาสเกตบอลนั้นมันมีผลต่อชีวิตลูกของเธออย่างไร และแน่นอนว่าโรงเรียนก็เข้าใจ แต่ครั้นจะให้ตำแหน่งผู้เล่นมันก็จะไม่แฟร์กับคนอื่นที่พยายามคัดตัวเข้ามา จึงทำให้ทางทีมโรงเรียนได้ตัดสินใจตั้งตำแหน่งใหม่อย่าง ผู้จัดการชมรมขึ้น และ ให้ตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน เข้ามารับตำแหน่งนั้น
ถึงแม้ว่าตัวของ ของ เจสัน แม็คเอลเวน จะไม่ได้ลงสนามเหมือนกับที่เขาตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่การที่เขาได้รับหน้าที่ผู้จัดการชมรมนี้เองก็ทำให้เขาภูมิใจไม่ใช่น้อย และเขาก็ทำงานในหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ โดยหน้าที่หลักของเขานั่นก็คือ การดูแลความเรียบร้อยของทีมอยู่ข้างสนาม
แต่ถึงจะได้ทำงานอยู่เพียงแค่ข้าสนามแต่ทว่าตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน ก็ยังคงไม่ละทิ้งความฝันในการเล่นไป โดยเขายังคงเอาเวลาว่างของเขามาฝึกซ้อมตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งหลังกจากที่ซ้อมทีมเสร็จ เขาก็จะไปซ้อมทักษะการเลี้ยงลูก รวมถึงทักษะการยิงวันละ 500 ลูก อยู่เป็นประจำ ซึ่งแม้ว่ามันจะดูเป็นเรื่องริบหรี่ที่เด็กพิเศษอย่างเขาจะได้ลงสนาม แต่ทว่าตัวของ เจสัน แม็คเอลเวน เองก็ยังคงฝึกซ้อมร่างกายไว้ตลอดเพื่อสักวันมันจะถึงโอกาสที่เขาหวังไว้
ซึ่งจุดผลิกพันของ เจสัน แม็คเอลเวน จะเดินทางมาถึงเมื่อไหร่ และ เขาจะสามารถทำให้ทุกคนได้จนจำชื่อของเขาในรูปแบบไหน เอาไว้เดี๋ยวเรามาอ่านต่อกันในบทความหน้า dunkswin9