หากเราถามว่าเรื่องของส่วนสูงจะมีผลต่อกีฬาอะไรมากที่สุด เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องตอบว่ากีฬาบาสเกตบอลอย่างแน่นอน ซึ่งเพราะส่วนสูงที่ค่อนข้างมีผลอย่างมากในกีฬาสบาสนี้เองที่ทำให้ผู้เล่นทางฝั่งยุโรปซึ่งมีโครงสร้างของร่างกายสูงยาว และ มีความใหญ่กว่ามักจะได้เปรียบทางด้านกีฬาชนิดนี้ จนทำให้มันกลายเป็นกีฬาฮิตของทางฝั่งยุโรปไป
แต่ทว่าในวงการ NBA เองก็ได้มีการพิสูจน์ให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า เรื่องของส่วนสูงมันก็ไม่ได้เป็นทุกอย่าง จึงทำให้บรรดเหล่านักบาสทางฝั่งเอเชียที่มีรูปร่างเล็กกว่าเหล่านักบาสทางยุโรปเยอะ เริ่มมองเห็นแสงสว่างแห่งความหวังในการก้าวเข้าสู่เวทีระดับ NBA กันขึ้นมา
จึงทำให้ในครั้งนี้เราจะขอมาพูดถึง 1 นักบาสเอเชียคนหนึ่ที่แม้ว่าเขาจะมีส่วนสูงเพียงแค่ 167 เซนติเมตร
แต่เขาคนนี้กลับสร้างความมัศจรรย์ในสนามได้อย่างมากมาย โดยเขาคนนี้มีชื่อว่า ยูกิ โทงาชิ
โดย ยูกิ โทงาชิ เรียกว่าเป็นเด็กที่มีความผูกพันกับกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะว่าพ่อของเขาเป็นโค้ชทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียน เลยทำให้เขาได้เริ่มเล่น มินิบาสเก็ตบอลตั้งแต่เรียนอยู่ป.1 และหลังจากนั้นเจ้าหนูน้อยคนนี้ก็ได้เข้าเรียนต่อในโรงเรียนเดียวกันกับที่พ่อของเขาสอนอยู่ และจุดเริ่มต้นแห่งตำนานมันก็ได้เกิดขึ้นตรงนี้แหละ
เพระว่า ยูกิ ได้โชว์ฟอร์มแจ่มพาทีมโรงเรียนของเขาคว้าแชมป์ระดับชาติไปถึง 3 ปีติด แถมเพราะฟอร์มอันแจ่มแมวของเขาคนนี้นี่เองที่ทำให้ถูกเรียกติดทีมชาติญี่ปุ่นอายุไม่เกิน 15 – 16 ปี ซึ่งฟอร์มอันร้อนแรงนี้เองที่ทำให้ โค้ช คาสุโอะ นาคามูระ ที่ตอนนั้นเป็นโค้ชทีมฮามามัตสึ และ ฮิงาชิ มิคาวะ ฟีนิกซ์ แนะนำให้ฝั่งคุณพ่อส่งลูกชายไปสู่ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องของบาสเกตบอลที่สุดอย่าง อเมริกา
แน่นอนว่าพ่อของเขาตอบรับความคิดเห็นนั้น และ ได้คัดสรรโรงเรียนที่จะผลักดันให้ลูกเขาก้าวไปไกลยิ่งกว่าเดิม
ซึ่งโรงเรียนที่เขาเลือกให้ลูกไปเรียนนั้นก็คือ โรงเรียน มอนทรอส คริสเตียน รัฐแมรีแลนด์ ซึ่งโรงเรียนเดียวกันกับที่ปั้นยอดนักบาสอย่าง
เควิน ดูแรนท์ และ กราวิส วาสเกวซ มาแล้ว
ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมาที่ประเทศใหม่ และ เวทีแห่งใหม่ ทุกอย่างมันย่อมีการปรับตัว ซึ่งเจ้าหนูคนนี้ต้องใช้เวลาปรับตัวทั้งด้านภาษา และ การใช้ชีวิตอยู่สักพัก จนในที่สุดเขาก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวของทีมได้สำเร็จ แถมยังพาทีมไปคว้าแชมป์อันดับ 2 ของประเทศในปี 2010 ได้ แต่ว่าการคว้าแชมป์ครั้งนี้มันก็ยังไม่เพียงพอ เพราะด้วยความที่ตัวเล็กเกินไปของเขาทำให้สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนให้ทุน จนทำให้เขากลับไปญี่ปุ่นเพื่อเลียแผลใจ และ เล่นบาสระดับลีกอาชีพของญี่ปุ่นอยู่สักพัก
แม้ว่าจะไม่ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยไหนเลยในอเมริกา แต่ตัวของ ยูกิ เองก็ไม่ยอมแพ้โดยในปี 2014 เขาได้บินกลับไปอเมริกาอีกครั้ง และได้เริ่มต้นลงเล่นใน NBA ซํมเมอร์ลีก ซึ่งเป็นการแข่งขันช่วงปิดฤดูกาล เพื่อที่จะเฟ้นหาผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ทว่าสุดท้ายลีลาของเขาก็ยังไม่ดีพอที่ทีมไหนจะคว้าตัวไปสานต่อ
แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ก้าวเข้าสู่เวทีหลักของ NBA แต่กลับมีทีมหนึ่งอย่างทีม เท็กซัส เลเจนด์ส ซึ่งเป็นทีมที่ในระดับ
NBA G League หรือให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ทีมระดับสโมสรลูกของทีม แมฟเวอริคส์ สนใจฝีมือของเขา และ ได้ทำการชักชวนให้เขาไปลงสนามด้วย ซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในการเล่นบาสระดับอาชีพครั้งแรกในแผ่นดินอเมริกาของเขา
มาถึงตรงนี้ทุกคนคงจะคิดว่าฝีมือของเขาคงจะเปรี้ยงปร้างและสร้างตำนานสั่นสะเทือนคนอเมริกาแล้วใช่ไหมละ แต่เปล่าเลย เพราะสุดท้ายเรื่องราวมันก็เข้าสู่แบบเดิม ๆ เพราะเขาได้ลงให้ทีมไปเพียง 25 นัด แถมยังเป็นตัวจริงเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น จนทำให้เขาตัดสินใจไปคัดตัวในลีกยุโรปดูบ้าง แต่สุดท้ายมันก็ตกลงเรื่องสัญญากันไม่ได้ จนทำให้ในที่สุดเขาก็ต้องหันกลับมาเล่นบาสอาชีพให้ประเทศบ้านเกิด โดยทีมที่เขาเลือกเล่นให้ก็คือ จิบะ เจ็ตส์
และแน่นอนว่าเมื่อมาถึงตอนนี้ทุกคนก็คงคิดว่าเจ้าตัวคงจะได้แจ้งเกิดกันเสียที แต่ก็เปล่าเลย เพราะว่าทีมที่เขาเลือกนั้นกลับมีโค้ชอย่าง เซจิโก พับลิเซวิช ซึ่งเป็นโค้ชสไตล์ยุโรปจ๋า ๆ ที่ให้ความสำคัญแก่ส่วนสูงมากกว่าสิ่งใด และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงส่วนสูง เจ้าหนูยูกิคนนี้ก็ย่อมสอบไม่ผ่านอยู่แล้ว มันจึงทำให้เขาได้ลงตัวจริงไปเพียงแค่ 5 เกมเท่านั้น
ซึ่งการไม่ได้ลงตัวจริงเลยนี้เองที่ทำให้ความคิดในการย้ายทีมเข้ามาสู้สมองของเขาอีกครั้ง โดยก่อนที่จะปิดฤดูกาล 2016 – 2017 นั้น เขาได้เข้าไปขอพบกับผู้จัดการทีมคนใหม่ของทีมอย่าง อัตสึชิ โอโนะ เพื่อจะถามเรื่องของอนาคตของเขากับทีม และนี่แหละ คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาอย่างแท้จริง
หลังจากที่การพูดคุยจบลงสถานการณ์ต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าตัวของ ยูกิ
นั้นได้รับโอกาสกับทีมมากขึ้น โดยเขาได้ลงเล่นถึง 60 นัด และเป็นจริงตัวจริงในทุก ๆ แต่นั่นยังไม่ใช่ฟอร์มอันสุดยอดของเขา เพราะว่าในฤดูกาลปี 2018 – 2019 เขายังรีดฟอร์มอันร้อนแรงมากขึ้นไปอีก เพราะเขาสามารถพาทีมชนะคู่แจ่งไปถึง 56 เกม และแพ้เพียงแค่ 9 เกมเท่านั้น แถมในในถ้วยเอ็มเพอเรอร์คัพ เขาคนนี้นี่แหละที่เป็นผู้ยิง 3 แต้มในช่วง 3 วินาทีสุดท้ายส่งผลให้ เจ็ตส์ เอาชนะ
อุสึโนะมิยะ เบร็กซ์ และคว้าแชมป์ถ้วยใบนี้เป็นฤดูที่ 3 ติดต่อกันได้สำเร็จอีกด้วย
และเพราะฟอร์มแบบขั้นสุดแบบนี้มีเหรอที่จะไม่ติดทีมชาติ แน่นอนว่าเขาคนนี้ติดทีมชาติไปแบบไม่ต้องสงสัย ซึ่งเขาได้พาญี่ปุ่นคว้าชัย 8 นัดรวดในรอบคัดเลือกรอบที่ 2 จนทำให้ญี่ปุ่นสามารถผ่านเข้าไปเล่นบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศจีนได้สำเร็จ
และจากผลงานอันยอดเยี่ยมของเขานี้เองทำให้เขาได้รับข้อเสนอสัญญาใหม่มูลค่าถึง 100 ล้านเยนต่อปี และกลายเป็นนักบาสญี่ปุ่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีฐานเงินเดือนสูงขนาดนี้
นับว่ามันยังเป็นโชคดีที่เขาไม่ยอมถอดถอนใจไปจากกีฬานี้เสียก่อน ใครจะไปคิดกันละว่า จากเด็กหนุ่มผู้มุ่งหน้าตามหาความฝั่งยังดินแดนแห่งบาสเก็ตบอล สุดท้ายแล้วดินแดนที่จะเติมเต็มความทฝันของเขาได้ กลับเป็นประเทศบ้านเกิดของเขาเอง dunkswin9