เมื่อพูดถึงเรื่องของการแข่งขันกีฬาสิ่งที่บรรดาเหล่าทีมต่าง ๆ รวมถึงผู้เล่น และ บรรดาเหล่าแฟน ๆ ของสโมสรต่างต้องการที่จะเห็นสักครั้งในชีวิตเลยนั่นก็คือ การคว้าแชมป์นั่นเอง ซึ่งการแชมป์แต่ละครั้งของประเภทกีฬานั้นเป็นสิ่งที่สามารถการันตีได้ถึงความสำเร็จ รวมถึงเงินรางวัล ต่าง ๆ ที่จะถ่าโถมเข้ามาสู่ทีมนั้น ๆ และการคว้าแชมป์ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งของการันตีถึงฝีมือของทีม และ ผู้ในทีมนั้น ๆ อีกด้วย แต่มันจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เหรอ ซึ่งแน่นอนแหละว่าการจะขึ้นสู่การเป็นแชมป์ได้เรื่องของฝีมือนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทว่านอกจากฝีมือแล้วมันยังมีสิ่งหนึ่งที่เข้ามาเป็นส่วนประกอบอีกด้วย โดยสิ่ง ๆ นั้นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ดวง เพราะสิ่งเหล่านั้นมันต้องใช้การเพลย์ ออฟ
และในการแข่งขันบาสเกตบอล NBA การจะตัดสินหาแชมป์ประจำฤดูกาลนั้นก็ไม่ได้เหมือนกับกีฬาอย่างฟุตบอลที่เรามักจะดูกันจนคุ้นตา แต่ทว่าการจะแชมป์ของบาสเกตบอล NBA จะต้องมีการเป็นแชมป์ในฤดูกาลปกติ รวมถึงการเข้าสู่รอบเพลย์ ออฟ ของทีมสายตะวันตก และ สายตะวันออก เพื่อที่จะคัดเลือกหาแชมป์ตัวจริง
และเป็นการเพลย์ ออฟ นั่นก็หมายความว่าการจัดลำดับ Seed หรือตำแหน่งทีมวางนี้มันค่อนข้างมีผลมากเลยจริง ๆ
แต่มันจะมีผลต่อการแข่งขันมากมายมหาศาลขนาดไหน วันนี้เราจะพาทุกคนมาวิเคราะห์กันถึงเรื่องนี้กัน
ก่อนที่เราจะไปดูว่าเพลย์ ออฟมันมีผลมากขนาดไหน เรามาขออธิบายเรื่องการจัดดลำดับ Seed หรือ ทีมวางกันก่อน โดยส่วนใหญ่แล้วกีฬาของชนชาติอเมริกานั้นมักเลือกที่จะใช้ระบบแบบนี้เกือบทั้งหมด ซึ่งระบบนี้ในจะเริ่มต้นโดยการแข่งแบบเก็บคะแนนเหมือนที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ในกีฬาฟุตบอล แต่ทว่สของบาส NBA นั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 สาย นั่นก็คือ ฝั่งของตะวันตก และ ตะวันออก นั่นเอง
แต่ทว่าผู้ที่ได้แชมป์ของสายนั้นจะยังไม่ถือว่าได้ถ้วยแชมป์ไปครอง นอกจากชื่อแบบลอย ๆ
ว่าแชมป์สายเท่านั้น เพราะหลังจากที่เกมฤดูกาลแบบปกติจบลง ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่จะมาหาแชมป์ตัวจริงกันซะที และแน่นอนว่าเมื่อทีมแชมป์สายอุตส่าห์ทำผลงานนี้จนก้าวขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดแต่ละสายได้แล้ว พวกเขาก็ควรที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับไป และสิ่งที่จะมาตอบแทนพวกเขานั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า Seed นี้เอง โดยทีมที่ทำผลงานดีมากที่สุดจะได้รับการจัดวางในลำดับที่ดีกว่าในรอบเพลย์ ออฟยกตัวอย่างทีมที่ผลชนะเยอะที่สุดจะได้รับเลือกให้เป็น Seed อันดับที่ 1 หลังจากนั้นทีมที่มีผลชนะในฤดูกาลปกติรองลงมาก็ได้ Seed อันดับ 2 และ ค่อย ๆ ไล่ลงมาตามลำดับ
และแน่อนว่าเมื่อการแข่งฤดูกาลปกติมีทั้งหมด 2 สาย ดังนั้นการเพลย์ออฟ และระบบ Seed นี้เองก็จะมีแบ่งออกเป็น 2 สายเช่นกัน โดยแต่ละสายจะมี Seed ในรอบเพลย์ ออฟ ทั้งหมด 8 ทีม ซึ่งจะเรียงตามลำดับทีมที่ชนะมากที่สุดในฤดูกาลปกติ แต่สำหรับลำดับ Seed อันดับ 7 และ 8 จะต้องมีการแข่งขันเพื่อคัดเลือกก่อน โดยระบบนั้นจะเรียกว่าระบบ Play In
ซึ่งโดยสถิติเพลย์ ออฟแล้วตลอด 10 ฤดูกาลหลัง ๆ ของ NBA มานี้จะต้องมีทีมที่ได้ Seed
อันดับที่ 1 หรือ อันดับที่ 2 ทะลุเข้าไปถึงรอบชิงอย่างน้อย 1 ทีมเสมอ และยังมีถึง 9 ใน 10 ที่ทีมที่ได้ Seed อันดับที่ 1 หรือ 2 คว้าแชมป์ได้สำเร็จ และจากสิถิตนี้เองที่มันทำให้เห็นว่า ระบบ Seed นี้ส่งผลต่อการคว้าแชมป์ NBA เป็นอย่างมาก จนทำให้หลาย ๆ ทีมพร้อมที่จะยอมสู้แบบไม่คิดชีวิต เพื่อทำผลงานให้ดีที่สุดในฤดูกาลปกติ เพราะถึงจะได้แค่ชื่อแชมป์สายมาลอย ๆ แต่สิ่งที่พ่วงมาด้วยกลับเป็นตั๋วชั้นดีสู่การเป็นแชมป์
นอกจากนั้นแล้ว Seed ที่มีอันดับสูงกว่าจะมีโอกาสได้เจอกับโปรแกรมการแข่งขันเพลย์ ออฟที่ง่ายกว่า เพราะพวกเขาไม่ต้องไปเสี่ยงเจอทีมแข็ง ๆ จนทำให้มีโอกาสตกรอบสูงนั่นเอง โดยสำหรับการเพลย์ ออฟ ใน NBA ในแต่ละสาย ไม่ว่าจะเป็นจากสายตะวันตก หรือ สายตะวันออก จะทำการแบ่งทั้ง 8 ทีม ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะประกอบด้วย Seed อันดับ
1,4,5,8 ส่วนกลุ่มที่ 2 จะเป็น Seed 2,3,6,7
และการแบ่งกลุ่มแบบในรอบเพลย์ ออฟนี้นี่เองแหละที่มันทำให้อันดับ Seed แสดงผลออกมาได้ชัดเจน โดยผู้ที่ครอง Seed อันดับที่ 1 จะได้เจอกับ Seed อันดับที่ 8 ตั้งแต่รอบแรก หรือถ้าให้เข้าใจง่ายสุดก็คือ การจับคนที่เก่งที่สุด มาเจอกับคนที่อ่อนที่สุด นั่นเอง แต่ผลพวงมันยังไม่หมดแค่นั้น เพราะว่าหลังจากที่ทีมที่มี Seed อันดับที่ 1 สามารผ่านเข้าสู่รองสำเร็จ พวกเขาก็จะได้เจอกับทีมที่ชนะระหว่าง Seed อันดับ 4 กับ อันดับที่ 5 ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขาก็ยังกุมความได้เปรียบอย่างมากอยู่
นอกจากนั้นทีมที่ได้ Seed อันดับที่ 2 ก็ยังมีความได้เปรียบ เพราะในเพลย์ ออฟรอบแรกพวกเขาก็ไม่ต้องเจอกับของแข็งมาก เพราะพวกเขาจะได้เจอกับทีมที่ได้ Seed เป็นอันดับที่ 7 เพียงแต่พวกเขาจะเจอกับงานหนักขึ้นอีกระดับหนึ่งทันทีเมื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เพราะพวกเขาจะต้องกับผู้ชนะจากการแข่งขันของ Seed ลำดับที่ 3 กับ 6 และด้วยระบบการแข่งขันแบบชนะ 4 ใน 7 เกมนี้เอง มันจึงทำให้การเซฟพลังของผู้เล่นย่อมเป็นผลดีกว่าการเจอทีมหนัก ๆ ตั้งแต่รอบแรก
นอกจากนั้นแล้วอีกหนึ่งของได้เปรียบของ Seed ที่เหนือกว่านั่นก็คือการได้เล่นเป็นเจ้าบ้านมากกว่า ซึ่งอย่างที่เราบอกไปเมื่อกี้ว่าในการแข่งขันรอบเพลย์ ออฟนี้จะเล่นทั้งหมด 7 เกม จึงทำให้ทีมที่มี Seed สูงกว่าจะได้เล่นเป็นเจ้าบ้านมากกว่าถึง 4 เกม ในขณะที่ทีมซึ่งมี Seed น้อยกว่าจะได้เล่นในบ้านเพียงแค่ 3 เกมเท่านั้น
และนี่แหละก็คือผลประโยชน์ของระบบ Seed ในการเพลย์ ออฟทีเราได้นำมานำเสนอให้ทุกคนได้รับรู้กัน ซึ่งพออ่านแบบนี้แล้วหลาย ๆ คนก็น่าจะพอเดาเหตุผลกันออกแล้วใช่ไหมละ ทำไมทุก ๆ ทีมเดินหน้าไล่ล่าหาชัยชนะเพื่อที่จะได้ชูถ้วยแชมป์กัน