โลกของธุรกิจนั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโลกที่เราเชื่อว่าหากใครไม่ได้อยู่ในแวดวงนี้คงไม่รู้หรอกว่าลึก ๆ แล้วในวงการนี้นั้นมีการแข่งขันที่สูงมากขนาดไหน และแน่นอนว่าเมื่อมันมีการแข่งขันสูงจึงทำให้มีคำพูดว่า ไม่มีมิตรแท้ และ ศัตรูที่ถาวร ในวงการนี้ แถมเมื่อมีเรื่องที่มีมูลค่ามากมายมหาศาลหลักล้านขึ้นไปเป็นส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำให้บรรดาเหล่าแบรนด์ต่าง ๆ นั้นก็จำเป็นที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของแบรนด์ตัวเองให้มากที่สุด มันจึงทำให้เรามักจะเห็นแบรนด์ระดับโลกเกิดการกระทบกระทั่งกันทางด้านธุรกิจบ่อย ๆ และหนึ่งในแบรนด์กีฬาชั้นนำอย่าง ไนกี้ เองก็เคยมีเหตุให้ปะทะกับองค์กรกีฬาระดับอย่าง โอลิมปิก มาแล้ว
ซึ่งจุดเริ่มต้นของการงัดกันระหว่า ไนกี้ และ โอลิมปิก นั้นมันเริ่มต้นมาจากใคร
เอาเป็นว่าคุณสามารถไปย้อนอ่านถึงจุดเริ่มต้นในบทความเก่า ๆ ของเรากันก่อนเพื่อทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น ส่วนในบทความนี้เราจะมาเล่าถึงเรื่องราวเหตุกกระทบกระทั่งของ ไนกี้ กับ โอลิมปิก กันต่อ ซึ่งมันเรื่องมันจะดำเนินอย่างไรต่อไป และ บทสรุปจะเป็นอย่างไร เราไปเริ่มชมกันต่อได้เลย
เราของเกริ่นกันนิด ๆ ว่าฉนวนที่ทำให้ไนกี้ขัดแย้ม กับ โอลิมปิก นั่นก็คือตัวนักบาสเกตบอล NBA ระดับตำนานอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์หลักให้กับทางไนกี้มาโดยตลอดนั่นเอง แต่ทว่าทางโอลิมปิกในปี 1992 เองก็พยายามที่จะใช้ตัวของไมเคิล จอร์แดนในการโปรโมท โดยทางโอลิมปิกนั้นแทบไม่แคร์เลยว่าไนกี้จะชอบหรือไม่ชอบในการที่พวกเขาทำแบบนี้หรือไม่ เพราะยังไงสุดท้ายแล้วตัวของ ไมเคิล จอร์แดน ก็ต้องนำทีมชาติอเมริกาแข่งในปีนั้นอยู่ดี
แต่ถามว่านี่คือครั้งแรกหรือเปล่าทางไนกี้เปิดศึกงัดกับองค์กรกีฬาระดับโลก เราก็ขอตอบเลยว่าไม่ เพราะก่อนหน้าที่แบรนด์อย่างไนกี้ถือได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับลีกบาสเกตบอลอย่าง NBA มาโดยตลอด เนื่องจากพวกเขามองว่า NBA นั้นได้เอาชื่อของจอร์แดนไปเรียกเรตติ้ง และ โกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างมากมาย แต่กลับคืนกลับมาให้นักกีฬาอย่างจอร์แดนเพียงน้องนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาได้
นอกจากนั้นแล้วทางไนกี้ยังเคยร่วมโจมตีคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ในกรณีที่เกิดข่าวลือว่าภายในองค์กรนั้นมีการับเงินสินบนเพื่อเลือกเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1992 แถมไนกี้ยังทิ้งระเบิดลูกใหญ่ด้วยการบอกว่า องค์กรโอลิมปิกนั้นโกยแต่ผลประโยชน์ก้อนโตเข้าตัวเอง ในขณะที่นักกีฬาที่มาแข่งขันไม่ได้อะไรกลับมาเลย
ซึ่งจากเหตุการณ์นี้นี่แหละที่ทำให้ ไนกี้ และ โอลิมปิก แถมจะมอบหน้ากันไม่ผิด
จนกระทั่งเมื่อการแข่งขันในปี 1992 ใกล้จะมาถึงทางไนกี้ก็ได้จัดเต็มให้กับโอลิมปิกอีกครั้ง ด้วยประเด็นการหาผลประโยชน์ผ่านชื่อเสียงของนักกีฬา ซึ่งในขณะนั้นทาง
ไนกี้เองก็ต้องเจอกับปัญหาการทำตลาดภายในประเทศสเปน เพราะจู่ ๆ ก็มีบริษัทสัญชาติสเปนได้อ้างว่าพวกเขาได้จดลิขสิทธิ์ชื่อนี้เอาไว้แล้วตั้งแต่ 1932 ก่อนที่ไนกี้ในอเมริกาจะกำเนิดขึ้น และพวกเขาจะไม่ยอมให้ไนกี้มีส่วนโปรโมทสินค้าในโอลิมปิกครั้งนี้โดยเด็ดขาด
แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้มันทำให้หลาย ๆ คนเริ่มนึกสงสัยว่าทำไมทั้ง ๆ ที่ ไนกี้เองก็ขายอยู่ในสเปนมาตั้งหลายปี แต่ทว่าพอการแข่งขันโอลิมปิกในปี 1992 จะมาถึงไนกี้กลับไม่สามารถที่ขายสินค้าตัวเองได้อย่างงั้น และในที่สุดไนกี้ก็ถูกแบนจากการเป็นสปอนเซอร์หลักในปีนั้น โดยในงานนั้นไม่มีการขึ้นป้ายโฆษณา รวมถึงเสื้อแข่ง ของ ไนกี้ เลย จะมีเพียงแค่รองเท้าบาสเกตบอลที่บรรดาเหล่าผู้เล่นใส่เท่านั้น
ซึ่งจังหวะนั้นเองทาง Rebook ก็ได้ฉวยจังหวะนี้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการแทนไนกี้
ซึ่งถ้ามองเพินแล้วดูเหมือนว่าสงครามประสาทในครั้งนี้ทางโอลิมปิกจะเป็นฝ่ายกำชัยเหนือกว่าไนกี้ แต่ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วไนกี้มีแผนที่ล้ำลึกกว่านั้น ซึ่งแม้ว่าโอลิมปิกในปี 1992 ที่บาเซโลน่า จะเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ถูกมองว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ทว่าหากเป็นเรื่องรายได้ มันกลับไม่ค่อยเข้าเป้า เพราะว่าการแข่งในปีนั้นสามารถทำกไรได้เพียงแค่ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีการลงทุนไปสูงถึง 1,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งมันค่อนข้างที่จะน่าเสียดายจริง ๆ เพราะว่าตัวของไมเคิล จอร์แดน ในครั้งนั้นสามารถที่จะทำให้โอลิมปิกหาสปอนเซอร์รายใหญ่ ๆ ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่จัดในกรุงโซลประเทศเกาหลีถึง 35 เปอร์เซ็น ซึ่งที่มันเป็นแบบนี้นั่นก็เพราะว่าพวกเขานั้นลงทุนสูงเกินไปนั่นเอง แต่ในขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าตัวของไนกี้จะไม่ได้มีส่วนร่วมเป็นตัวเป็นตน แต่ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้กลับคุ้นเกินคาด เพราะว่าหลังจากที่ไนกี้โชว์เก๋าออกมาเรียกร้องสิทธิให้บรรดาเหล่านักกีฬา มันก็ทำให้บรรดาเหล่านักกีฬาในสังกัดของไนกี้
เกิดความจงรักภักดีกับแบรนด์มากขึ้น ซึ่งความจงรักภักดีในครั้งนี้มันได้ถูกแสงดออกผ่านการรับเหรียญแชมป์
เพราะแม้ว่าตัวนักกีฬาทีมบาสของอเมริกาจะใส่เสื้อของ Reebok ขึ้นรับเหรียญ แต่กลับไม่มีใครยอมให้เห็นโลโก้ของ Rebook ในการับเหรียญครั้งนี้เลยแม้แต่คนเดียว
แถมภาพที่คนจดจำมากที่สุดก็คือการที่ ไมเคิล จอร์แดนเลือกเอาธงชาติอเมริการมาพาดบนไหล่และปิดโลโก้ของ Reebok ซะสนิท แถมผู้เล่นอย่าง แมจิค จอห์นสัน และ ชาร์ลส์ บาร์คลีย์ ก็ทำแบบเดียวกัน ส่วนเพื่อนร่วมทีมอย่าง สก็อตตี้ พิพเพ่น, แลร์รี่ เบิร์ด ก็ล้วนแล้วแต่รูปซิปเสื้อแจ็คเก็ตลงมาระดับหนึ่ง เพื่อให้เสื้อพับลงมาปิดโลโก้ของ Reebok โดยเหตุผลที่นักกีฬาทุกคนเลือกทำเช่นนี้นั่นก็เพราะว่าพวกเขาทุกคนต้องการที่จะแสดงความจงรักภักดีกับไนกี้ แม้กระทั่งผู้เล่นบางคนที่ไม่ใช่เป็นพรีเซ็นเตอร์ของไนกี้เอง ซึ่งนี่มันแสดงให้เห็นว่าแบรนด์จากอเมริกาแบรนด์นี้สามารถซื้อใจนักบาสชุดนี้ได้อย่างสนิทใจ
และนี่มันก็ได้แสดงให้เห็นเลยว่าไนกี้นั้นประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลและก้าวขึ้นเป็นองค์กรกีฬาที่ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลกเนื่องจาก ไมเคิล จอร์แดน และ เหล่านักบาส NBA ต่างก็ต่อสู้เพื่อปกป้องชื่อเสียง หนำซ้ำปรากกฏการณ์ครั้งนี้ยังเป็นการสร้างอิมแพ็คให้กับคนหมู่มาก เนื่องจากในสายตาของผู้คนในตอนนั้นไนกี้ถือได้ว่าเป็นตัวตนของคนรุ่นใหม่ กล้าแสดงออก และ ไม่อยู่ในกรอบกฏเกณฑ์เดิม ๆ แถมผลลัพธ์ที่ตามก็คือรายได้ของไนกี้พุ่งทะยานจากรายรับ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1991 กลายเป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1997 และนี่เองก็คือเรื่องราวของการงัดข้อกันขององค์กรระดับโลกอย่าง ไนกี้ กับ โอลิมปิก dunkswin9