ชื่อเสียงที่โด่งดังจนกลายเป็นที่พูดถึงของใครหลาย ๆ คนนั้น ถือได้ว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถการันตีได้อย่างดีอย่าง ตัวของคน ๆ นั้นประสบความสำเร็จมากแค่ไหน และแน่นอนว่าในวงการกีฬานั้นการมีชื่อเสียงดังก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยทำให้คุณมีรายได้มหาศาลไหลมาเทมาไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นจากเงินค่ายเหนื่อน และ รายได้จากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งนักกีฬาแต่ละคนเองก็มีเหตุผลในการพิจารณาเลือกสินค้าที่เข้ามาสปอนเซอร์ให้ตัวเองแตกต่างกัน และสำหรับผู้เล่นอย่าง สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ เองก็เช่นกัน
อย่างที่หลาย ๆ บทความขจองเราเคยบอกเอาไว้ว่าตัวของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่
นั้นเติบโตมากกับการที่เขาได้เห็นคุณพ่อของเขาโลดแล่นอยู่ในเวทีอย่าง NBA มาโดยตลอด มันจึงทำให้ไม่แปลกเท่าไหร่ที่สุดท้ายเขาคนนี้ก็ตัดสินใจที่จะเลือกเส้นทางการเป็นนักบาสเช่นเดียวกับคุณพ่อของเขา
และเนื่องจากการที่พี่ของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค แถมยังพ่วงดีกรีนักบาสระดับตำนานของที่นั่นไปด้วย จึงไม่แปลกเลยที่ตัวของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ เองก็จะเลือกเส้นทางเดินเดียวกับคุณพ่อ ถึงแม้ว่าในตอนนั้นที่อยู่ปัจจุบันเขาจะไกลจากมหาวิทยาลัยมาก ๆ ก็ตาม
แต่แล้วเจ้าเด็กน้อยอย่าง สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ในตอนนั้นก็ได้พบว่าการจะเดินตามรอยเท้าของพ่อมันไม่ใช่ง่าย ๆ เพราะว่าคนนี้มี่รูปร่างที่ต่างจากคุณพ่ออยู่เยอะ เนื่องจากเขามีร่างกายที่ผอมบาง ในขณะเดียวกันตัวของคุณพ่อของเขากลับมีรูปร่างใหญ่ และ ดูแข็งแกร่งกว่า
ซึ่งก็เพราะไอ้รูปร่างนี้เองนี่แหละที่ทำให้มหาลัยดังที่ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่
หวังไว้กลับไม่เชื่อใจและส่งจดหมายให้มาทดสอบฝีมือ และด้วยเหตุผลนี้นี่เองที่ทำให้ตัวของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ เปลี่ยนใจและเบนเข็มเข้าสู่มหาวิทยาลัยเดวิดสันซึ่งเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างจะสนใจในตัวของเขาอย่างเอาจริงเอาจัง และ ที่นั่นเองก็ทำให้เด็กน้อยคนนี้กลายเป็นดาวเด่น
ซึ่งเพราะการลงเล่นให้กับมหาวิทยาลัยนี่เองมันเท่ากับตัวของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ นั้นถูกบรรจุเข้าสู่การเป็นนักกีฬาของ NCAA อย่างเต็มตัว ซึ่งเขาก็ต้องปฏิบัตตามกฎที่มีให้ไว้อย่างเคร่งครัด และ หนึ่งในกฎหลักที่สำคัญนั่นก็คือนักกีฬาในระดับมหาวิทยาลัยนั้นจะไม่สามารถรับสปอนเซอร์ส่วนตัวได้ ทำให้ตัวของเคอร์รี่นั้นต้องใส่รองเท้าไนกี้ซึ่งผูกสัญญาไว้กับมหาวิทยาลัย
ซึ่งถามว่ามันคือเรื่องแปลกหรือไม่ที่ตัวของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ใส่ไนกี้
เราก็ตอบเลยว่ามันไม่แปลกเพราะว่าในตอนนั้นแบรนด์อย่างไนกี้ก็ถือได้ว่าเป็นแบรนด์รองเท้ากีฬาเบอร์ 1 ที่อยู่คู่กับวงการบาสเกตบอลมาสักระยะหนึ่งแล้ว แถมคุณพ่อของเขาเองก็ยังเคยใส่แบรนด์นี้ลองวาดลวดลายในเวที NBA อยู่ก่อนแล้วอีกด้วย
และเพราะการใส่รองเท้ารุ่นนี้มาอย่างยาวนานมันจึงไม่แปลกใจเลยว่าหลังจากที่ตัวของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยปีสุดท้ายเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่เวที NBA ไนกี้จึงเป็นเจ้าแรกที่ได้ลายเซ็นต์ของเขาไปทันทีเมื่อเขาถูกดราฟต์เข้าไปอันดับที่ 7 จากทีม โกลเดน สเตท วอร์ริเออร์ส ในปี 2009
และทันทีที่ตัวของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ได้ก้าวขาเข้าสู่ NBA ฝีมือของเขาก็กลายเป็นที่จับตามองในทันที เพราะว่าเขาสามารถคว้ารางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของสายตะวันตกได้ถึง 3 เดือน จึงทำให้พลพรรคสะพานทองไม่รอช้าตัดสินใจเซ็นสัญญาต่อไปอีก 4
และตัวของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ เองก็สามารถตอบแทนสัญญาฉบับนี้ได้อย่างคุ้มค่าคุ้มราคา เพราะเขาคนนี้สามารถโชว์การยิง 3 แต้มลงมากที่สุดในฤดูกาลเดียว 272 ครั้ง
แต่ทว่าหลังฤดูกาลอันยอดเยี่ยมของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ จบลง เขาก็มีปัญหา
อีกหนึ่งอย่างตามมาให้คิด นั่นก็คือ สัญญารองเท้าอย่างไนกี้กำลังที่จะหมดอายุลง ซึ่งแน่นอนแหละว่า ไนกี้ จะต้องเป็นเจ้าของสิทธิ์คนแรกที่จะมีโอกาสได้ยื่นข้อเสนอมาให้รุกกี้สุดยอดเยี่ยมคนนี้
และด้วยผลงานของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ที่ถ้าเป็นข้าวตอนนี้ก็หุงขึ้นหม้อแบบสุด ทำให้ตัวของเคอร์รี่คนข้างที่จะมั่นใจมาก ๆ ว่าเขาจะต้องได้ข้อเสนอดี ๆ จากไนกี้ไม่แพ้กับตำแหน่ง PG ดัง ๆ ในลีกอย่างแน่นอน แต่แล้วความเป็นจริงมันก็ช่างโหดร้าย เพราะว่าทางไนกี้ นั้นได้ให้น้ำหนักไปกับ คายรี เออร์วิง ที่ตอนนั้นเล่นอยู่กับ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส มากกว่า ซึ่งนั่นเท่ากับว่าทางไนกี้ได้บอกเป็นกราย ๆ แล้วว่าพวกเขายังมอง สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ อยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่ถึงแบบนั้นเคอร์รี่เองก็ยังเชื่อว่าในสัญญาฉบับใหม่จะต้องมีข้อเสนอดี ๆ อยู่บ้างแน่นอน
ในที่สุดวันที่เซ็นสัญญาฉบับใหม่ของ ไนกี้ และ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ก็มาถึง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นวันที่ชื่นมื่นของทั้ง 2 ฝ่ายแต่สัญญาณแววหล่นมันก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เมื่อตัวของ ลินน์ เมอร์ริตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบาสเกตบอลโลก กลับไม่ได้เดินทางมาเอง โดยพวกเขาส่งมาเพียงแค่ โก แฮร์ริสัน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกีฬาในขณะนั้นเดินทางมาเป็นคู่เจรจาแทน
แถมทั้ง 2 ฝ่ายยังม่สามารถที่จะตกลงกับเรื่องของกิจกรรมการแคมป์บาสเกตบอลได้อีกด้วย
โดยทาง สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ต้องการที่จะให้ไนกี้เป็นผู้สนับสนุนแคมป์บาสเกตบอลที่จะเปิดสอนให้กับเด็ก ๆ ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ไนกี้ต้องปฏิเสธไปนั่นก็เพราะว่าในตอนนั้นไนกี้ ได้วางตัวของ คายรี เออร์วิง และ แอนโธนี เดวิส ไว้สำหรับโปรเจ็คแคมป์เหล่านี้เรียบร้อยแล้ว
แต่นั้นยังไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ทำให้สัญญาฉบับใหม่ของไนกี้กับสเตฟเฟ่น เคอร์รี่ต้องล้มลง แต่สาเหตุจริง ๆ นั้นมันมากจากหนึ่งในทีมงานของไนกี้ที่ได้กล่าวคำทักทายได้ดันไปออกเสียงชื่อของ เคอร์รี่ผิด จาก สเตฟ-เฟ่น เป็น สเตฟ-ฟอน แถมทั้ง ๆ ที่รู้ว่าออกเสียงผิด เขาคนนั้นก็ยังทำเป็นทีท่าไม่สนใจอีกด้วย
ซึ่งประเด็นนี้นี่เองที่ทำให้คุณพ่อของสเตฟเฟ่น เคอร์รี่เริ่มรู้สึกถึงความไม่ใส่ใจในตัวลูกชายของเขา หนำซ้ำในสไลด์พรีเซนเทชั่นที่ทางไนกี้นำมาเสนอในวันนั้นกห็ยังมีชื่อของคนอื่นอยู่ในจุดที่มันควรจะเป็นชื่อของ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ แถมชื่อของเขาคนนั้นก็คือ เควิน ดูแรนท์
ซึ่งเพราะความที่ไม่ใส่ใจแบบถึง 2 ครั้งซ้อนนี้เองที่ทำให้ตัวของคุณพ่อ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ เลิกสนใจดีลนั้นไปทันที แถมดีลในครั้งผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ทางไนกี้เสนอให้ก็ยังไม่ค่อยโดนใจเพราะว่าทางไนกี้ได้ประเมิณศักยภาพของตัวเคอร์รี่เองไว้ค่อนข้างที่จะต่ำ และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้สุดท้ายดีลนี้ก็ล่มลง และ ก็กลายเป็นแบรนด์อย่าง อันเดอร์ อามัวร์ ที่ได้ลายเซ็นของราชาแห่ง 3 แต้มคนนี้ไปครองในที่สุด