หลาย ๆ ครั้งในบทความภายในเว็บเรามักกล่าอยู่เสมอว่าส่วนใหญ่แล้วบรรดาเหล่านักกีฬาที่อยู่ในประเภทกีฬาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วเป้าหมายส่วนใหญ่ของพวกเขาที่มีร่วมกับทีมนั่นก็คือ เป้าหมายของการคว้าแชมป์นั่นเอง แต่ทว่าอย่างที่เรารู้ ๆ กันว่าเส้นทางในการจะไปถึงการเป็นแชมป์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ จึงทำให้มีนักกีฬาหลาย ๆ คนที่ต้องผิดหวังกับปัญหาด้านการคว้าแชมป์มาแล้วมากมาย แต่ทว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็จะมีโอกาสพลาดเพียงไม่กี่ทีเท่านั้น แต่ในวงการ NBA กลับมีอยู่คนหนึ่งที่นักบาสคนหนึ่งที่ชวดการคว้าแชมป์แบบไม่หยุดหย่อนถึง 8 ครั้งด้วยกัน โดยเขาคนนั้นมีชื่อว่า เอลกิน เบย์เลอร์
เอลกิน เบย์เลอร์ ถือได้ว่าเป็นนักบาสเกตบอลอีกคนหนึ่งทีบรรดาเหล่าแฟน ๆ
เลเกอร์ส ค่อนข้างที่จะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะว่าเขาคนนี้เป็นอีกหนึ่งคนที่สามารถทำแต้มได้ในทุกระยะทำการ แถมความเก่งของเขาคนนี้ยังถูกในไปตีแผ่เป็นหนังสือที่มีชื่อว่า Elgin Baylor: The Man Who Changed Basketball โดยตัวหนังสือเล่มนั้นจะเป็นการวิเคราะห์และชี้ขัดว่าตัวของ
เอลกิน เบย์เลอร์ นั้นคือผู้นำที่ได้พา NBA ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยสไตล์การเล่นที่เรียกว่ามาก่อนกาล
แล้วทำไมตัวของ เอลกิน เบย์เลอร์ ที่เก่งขนาดนี้ถึงไม่เคยได้สัมผัสแชมป์แม้แต่ครั้งเดียว เราก็ต้องย้อนความไปเรื่องราวของเขาตั้งแต่เด็ก โดยตัวของคนนี้ได้ถูกดราฟต์เข้ามาสู่เวที NBA ในปี 1958 และยังเป็นการดราฟต์หมายเลข 1 ในปีนั้นอีกด้วย ซึ่งทีมที่ดราฟต์เขาไปในตอนนั้นก็คือทีมอย่าง อาโปลิส เลเกอร์ส ซึ่งตอนนั้นฟอร์มค่อนข้างที่จะย่ำแย่อย่างหนัก เนื่องจากเสาหลักของทีมอย่าง จอร์จ ไมคาน หรือ มิสเตอร์ บาสเกตบอล ได้ประกาศเลิกเล่นไปนั่นแอง
แถมการดราฟต์ในครั้งนี้ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่ตัวของ เลเกอร์ส
พยายามที่จะคว้าตัวเขาไว้อีกด้วย เพราะว่าก่อนหน้านั้นในปี 1956 เลเกอร์สก็ได้ยืนข้อเสนอไปให้กับทาง เอลกิน เบย์เลอร์ แล้ว แต่ทว่าก็ต้องถูกปฏิเสธไปเนื่องจากตัวของ เบย์เลอร์ ได้ขอกลับไปเรียนหนังสือให้จบก่อนนั่นเอง
หลังจากเลเกอร์สยอมถอนสมอออกจาก เอลกิน เบย์เลอร์ ไปสักพัก บรรดาเหล่าผู้เล่นเก่า ๆ ที่เคยร่วมสร้างความยิ่งใหญ่กับ
เลเกอร์ก็เริ่มเสื่อมมนต์อำนาจลง มันจึงถึงเวลาที่ทำให้เลเกอร์สตัดสินใจทุ่มหมดหน้าตักเพื่อโดยการให้ค่าเหนื่อยกับ เบย์เลอร์ สูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ทั่งที่ช่วงเวลานั้น คือช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 มา
และด้วยข้อเสนอนี้ของเลเกอร์สก็ได้รับการตอบรับจาก เอลกิน เบย์เลอร์ ในที่สุด ซึ่งตัวเขาคนนี้ก็เข้ามาสร้างจุดเปลี่ยนดังที่
เลเกอร์สหวังเอาไว้จริง โดย เอลกิน เบย์เลอร์ สามารถทำผลงานเฉลี่ยต่อเกมทั้งฤดูกาลได้ถึง 24.9 คะแนน 15 รีบาวด์
และ 4.1 แอสซิสต์ จนกลายเป็นรุกกี้ที่ดีที่สุดในปีนั้น แถมในปี 1958 เขาคนนี้ก็พาทีมทะลุเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศในที่สุด
แต่ทว่าในนัดชิงนัดนั้นมันกลับเป็นวันที่ทีมอย่าง เลเกอร์ส ได้เรียนรู้กับคำว่าห่างชั้น เพราในค่ำคืนที่ควรจะเป็นเกมที่มันระดับ 5 ดาวกลับเป็นทีมอย่าง เซลติก นี่แหละที่สอนให้รู้ว่าบาสเกตบอลนั้นคือกีฬาที่เล่นเป็นทีม จนทำให้ค่ำคืนนั้นแชมป์กันกลายเป็นของเซลติกไปโดยปริยาย แต่ถึงแบบนั้นตัวของ เอลกิน เบย์เลอร์ ที่อายุยังน้อยก็ยังมีความหวังว่าอย่างน้อยปีแรกของเขาก็ถือว่ามันเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ แล้วกับการมาเล่นในนัดชิงแบบนี้
ซึ่งหลังจากที่พลาดแชมป์ในครั้งนั้นเองทาง เลเกอร์ส ก็ตัดสินใจทำเรื่องสำคัญถึง 2 เรื่องพร้อมกันนั่นก็คือการย้ายเมือง เนื่องจากฐานเก่าอย่างเมืองมินนิอาโปลิสแฟน ๆ เริ่มเสื่อมความนิยมในกีฬาบาสลง จนทำให้เป้าหมายต่อไปของเลเกอร์สนั่นก็คือเมื่องใหญ่แห่งฝั่งตะวันตก อย่าง นครลอสแอนเจลิส นอกจากนั้นแล้วพวกเขายังทำอีกหนึ่งเรื่องสุดยิ่งใหญ่นั่นก็คือ การดราฟต์เอาตัวของ เจอร์รี่ เวสต์ เข้ามาสู่ทีม และเมื่อถิ่นฐานใหม่ แฟนคลับใหม่ รวมถึงยังมีผู้เล่นอย่าง เจอร์รี่ เวสต์ ที่เข้ามาประสานงานกับ เอลกิน เบย์เลอร์ แล้ว ทีมอย่างเลเกอร์สจึงกลายเป็นอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ที่หลาย ๆ คนต่างก็จับตามองในทันที
และเพราะองค์ประกอบใหม่ ๆ นี้เองที่ส่งผลให้เลเกอร์ซึ่งในตอนนั้นมี เอลกิน เบย์เลอร์ เป็นศูนย์ก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 1962 เบยเกลอร์ก็สามารถพาทีมอย่าง เลเกอร์ส เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง และในครั้งนี้พวกเขาก็ได้เจอกับคู่ปรับคนเดิมอย่าง เซลติกส์
ซึ่งเซลติกส์ในชุดนี้ยังคงเป็นทีมที่รักษามาตราฐาน และ ฟอร์มการเล่นได้เหมือนกับที่พวกเขาได้เจอกันตอนแรก ๆ ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่มันจะแตกต่างกันตรงที่บัดนี้ตัวของ เอลกิน เบย์เลอร์ ไม่ใช่ดาวรุ่งยอดเยี่ยมอีกแล้ว แต่เขาคือผู้เล่นที่ทรงประสิทธิภาพคนหนึ่งของลีกเลย
จากครั้งที่แล้วที่ตัวของ เอลกิน เบย์เลอร์ และ เลเกอร์ส กลายเป็นทีมที่ให้ เซลติกส์ ตบเล่น บัดนนี้มันไม่ใช่แล้ว เพราะงานนี้
เลเกอร์สามารถทำผลงานโต้กลับได้อย่างสูสี เพราะใน 4 นัดแรกที่เจอกันพวกเขาต่างพลัดกันแพ้พลัดกันชนะ จนเสมอกันอยู่ที่
2 – 2 เกม
แถมเกมที่ 5 ตัวของ เอลกิน เบย์เลอร์ นี่แหละที่ทำให้แฟน ๆ เจ้าบ้านอย่างเซลติกส์ต้องนั่งกันเงียบกริบ เพราะว่าตัวเขาได้ระเบิดฟอร์มทำคนเดียวไป 61 แต้ม กระโดดเก็บรีบาวนด์ไปได้ 22 ครั้ง จนทำให้ในเกมนั้นทีมอย่าง เลเกอร์ส สามารถเอาชนะเซลติกไปได้ด้วยคะแนน 126 – 121 และขึ้นนำกุมความได้เปรียบเป็น 3 – 2 เกม แถมสถิติ 61 แต้มของ เอลกิน เบย์เลอร์ ในนัดชิงก็ยังไม่มีใครที่สามารถทำลายลงได้จนถึงทุกวันนี้อีกด้วย
แต่ทว่าทีมอย่างเซลติกเองก็ไม่ยอมให้เรื่องแพ้นั้นมารบวกวนสมาธิได้ เพราะในเกมที่ 6 พวกเขาก็สามารถกลับมาเอาชนะได้อีกครั้งทำให้ตอนนี้พวกเขากลับมาเสมอกันเป็น 3 – 3 เกม และ ต้องมาดวลกันในเกมนัดสุดท้ายซึ่ง เซลติกส์ ได้โอกาสเป็นเจ้าบ้านอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้ร่างประทับทรงของเทพกลับไม่มาลงที่ร่างของ เอลกิน เบย์เลอร์ แต่มันกลับไปประทับที่ร่างของ บิล รัสเซลล์ การ์ดสุดเทพของเซลติกส์ ซึ่งเขาคนนี้สามารถทำได้ไปถึง 40 รีบาวด์ และ ยังกดเองไป 30 แต้มเน้น ๆ จนทำให้การขับเคี่ยวของคู่นี้จบลงที่ เซลติกส์ เอาชนะไปด้วยคะแนน 110 – 107 แต้ม และเซลติกส์ก็คว่าแชมปในครั้งนี้ไป
แต่ทว่าเรื่องราวเส้นทางความผิดหวังของ เอลกิน เบย์เลอร์ ยังไม่หมดลงเพียงเท่านั้น ซึ่งเส้นทางที่เขาพลาดแชมป์ครั้งอื่น ๆ จะเป็นอย่างไร เราต้องมาติดตามกันต่อในครั้งหน้า dunkswin9
เครดิต : สล็อตเว็บตรง