เราเชื่อว่าช่วงเวลาพักผ่อนของผู้ชายแต่ละคนนั้นมักจะมีกิจกรรมยามว่างที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ซึ่งบางคนเองก็มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน แต่ทในบางครั้งความชอบของคนเราเองก็ไม่ได้เพียงแค่หนึ่งอย่างเช่นกัน ยกตัวอย่างคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่หลาย ๆ คนเองก็อาจจะชื่นชอบในการดูบาสเกตบอล หรือ เล่นบาสเกตบอล แต่ทว่าบางคนเองนอกจากการดูบาสแล้วพวกเขาก็ยังมีความชอบอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือการดูหนัง ซึ่งในตอนนี้ก็มีกระแสภาพยนตร์เกี่ยวกับบาสเกตบอลเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างจะโดนใจทั้งคอบาส และ คอหนัง อยู่พอสมควร โดยภาพยนตร์เรื่องนั้นก็คือเรื่อง Hustle
ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง Hustle นั้นหลาย ๆ คนที่เป็นแฟนกีฬาบาสเกตบอล NBA
อาจจะได้ดูตั้งแต่วันแรกที่หนังเรื่องนี้เข้าสตรีมมิ่งใน Netflix กันไปแล้ว แต่ทว่าหลาย ๆ คนเองก็อาจจะยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วภาพยนตร์เรื่อง Hustle นี้มันได้เกิดจาก 2 คนที่มีความฝันแต่กลับไม่สามารถทำให้มันประสบความสำเร็จได้ มาร่วมมือกัน โดย 2 คนนั้นก็คือ นักแสดงนำของเรื่องอย่าง อดัม แซนด์เลอร์ และ นักบาสที่ตอนนี้หลาย ๆ คนยกให้เขาเป็นเบอร์ 1 ของวงการอย่าง เลบรอน เจมส์
โดยในบทความก่อนหน้านี้เราได้เลยอธิบายถึงความฝันที่ล้มเหลวของตัว อดัม แซนด์เลอร์ ไปแล้ว ซึ่งคุณสามารถกลับไปย้อนอ่านในบทความเก่า ๆ ก่อนหน้านี้ของเราได้ ส่วนในครั้งนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับอีกหนึ่งส่วนผสมของความฝันที่ล้มเหลวที่ทำให้เกิดภาพยนตร์เรื่อง Hustle โดยส่วนผสมนั้นก็คือสุดยอดนักบาสอย่าง เลบรอน เจมส์
โดยเรื่อง Hustle นั้นตัวของ อดัม แซนด์เลอร์ จะมารับบทเป็นแมวมองให้ทีมดังอย่าง ฟิลาเดลเฟีย เซเวนตี้ซิกเซอร์ส ซึ่งหน้าที่ของเขานั่นก็คือ การหานักกีฬาฝีมือดีจากทั่วโลกเข้ามาร่วมทีมนั่นเอง และระหว่างขั้นตอนการสร้างทางตัวของ แซนเลอร์ ก็ได้รู้ได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่มันจะทำให้เรื่องนี้ดูอิมแพค และ ดูสมจริงเข้าถึงอารมณ์ได้นั้น มันก็คือการหานักบาสระดับแถวหน้าของวงการมาร่วมกับหนังให้ได้จริง ๆ
และอย่างที่เราเคยบอกในหลาย ๆ บทความว่าตัวของ เลบรอน เจมส์ เองก็มีบริษัทที่ชื่อว่า SpringHill Company ซึ่งบริษัทนี้จะเป็นบริษัททำกิจการเกี่ยวกับงานบันเทิงต่าง ๆ รวมถึงยังมีการผลิตภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องสำหรับวงการบาสโดยตรง จึงทำให้ทาง เจมส์ สามารถที่จะติดต่อกับ NBA ได้โดยตรงเพื่อขอฟุตเทจการแข่งขันต่าง ๆ และ ตัวของเขาก็ยังมีพาวเวอร์มากพอในการดึงเอานักบาสระดับแถวหน้าของวงการมามีส่วนร่วมในหนังเรื่อง Hustle เรื่องนี้ได้อีกด้วย
โดยหลาย ๆ คนเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ตัวของ คิง เจมส์ อยากจะดันให้เรื่อง Hustle
นั้นประสบความสำเร็จทั้งรายได้ และ คำวิจารณ์นั้นก็เพราะว่าในปีช่วงปี 2019 ที่บริษัทของ เจมส์ ได้ทำอภิมหาโปรเจ็คอย่าง Space Jam: A New Legacy หรือ Space Jam 2 ซึ่งเป็นหนังที่สร้างต่อยอดมาจากภาคแรกที่ ไมเคิล จอร์แดน แสดงเมื่อปี 1996 ได้รับกระแสตอบรับไม่ค่อยดีนั่นเอง โดยหนังเรื่องนี้ได้ทุ่มทุนสร้างมากถึง 150 ล้านดอลล่าร์ แต่ทว่าหนังเรื่องนี้ยังทำรายได้กลับมาเพียงแค่ 162.8 ล้าน ซึ่งแม้ว่าตัวเลขจะดูเยอะกว่าต้นทุน แต่สำหรับในแง่การตลาดคุณต้องอย่าลืมว่าระหว่างทางที่หนังจะเข้าฉายมันยังมีทุนอื่น ๆ ที่ต้องใช้จ่ายมากกว่านั้นอีกเยอะ แถมคำวิจารณ์จากผู้ชมก็ออกมาในแง่ลบ ซึ่งคำวิจารณ์ในแง่ลบนี้มันได้ส่งให้ตัวของ เจมส์ ได้เข้าชิงรางวัลอย่าง Golden Raspberry Awards หรือ Razzies โดยถ้าให้เราแปลเป็นภาษาไทยนั่นก็คือ รางวัลคนทำหนังยอดแย่ นั่นเอง และแน่นอนว่าตัวของ เลบรอน เจมส์ ก็รางวัลนักแสดงนำชายยอดแย่ไปเต็ม ๆ รวมถึงยังพ่วงไปอีกหนึ่งรางวัลนั่นก็คือ หนังภาคต่อยอดแย่ นั่นเอง
มันเลยทำให้สื่ออย่าง CNN ถึงกับกล่าวถึงชมว่าภาพยนตร์ Hustle มันเปรียบเสมือยการล้างคำสาปการทำหนังที่ไม่ประสบความสำเร็จเลยของ เลบรอน เจมส์ ได้อย่างนี้ เพราะภาพยนตร์เรื่อง Hustle มันได้กลายเป็นอีกหนึ่งหนังที่ยอดเยี่ยมที่จะตราตรึงอยู่ในหัวใจของบรรดาเหล่าแฟน ๆ บาสเกตบอล โดยทางเจมส์ ก็สารภาพออกมาตรง ๆ ว่า หลังจากที่เขาได้อ่านบทของหนังเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนจริงราวกับ ยก NBA มาไว้ในหนังเลยทีเดียว แถมเมื่อเขาเริ่มชวนคนในวงการบาสมาแสดงหนังเรื่องนี้ ทุก ๆ คนก็ค่อนข้างที่จะตอบรับคำเชิญชวนอย่างดี
และแน่นอนว่าเมื่อวันถ่ายทำทุกคนก็รู้สึกยิ่งใหญ่มากจริง ๆ เพราะว่าในทุก ๆ คิวของหนังเรื่อง Hustle เต็มไปด้วยดาราระดับ NBA ตัวจริงไม่ว่าจะเป็น เฮดโค้ช , เจ้าของทีม รวมถึงผู้เล่น NBA ทั้งระดับตำนาน และ ผู้เล่นชั้นยอดในปัจจุบัน ซึ่งการจะทำให้ผู้คนเหล่านี้ปรากฏตัวพร้อม ๆ ในหนังหนึ่งเรื่องนั้นไม่ได้ง่ายเลย แถมบทที่ดูเหมือนว่าเรียบง่าย แต่มันก็สามารถส่งให้เหล่าคนในวงการ NBA เหล่านั้นดูทรงพลังขึ้นมาได้ในพริบตา ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีบรรดาเหล่าคนดังจากวงการ NBA มาปรากฏในหนังเรื่องนี้จำนวนมาก จึงทำให้ไม่แปลกใจเลยที่บรรดาเหล่าคอกีฬา NBA จะรู้สึกว่าหนังเรื่อง Hustle นี้จะเซอร์วิสพวกกเขาอย่างเต็มที่
จึงทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภาพยนตร์อย่างเรื่อง Hustle ถึงได้กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ตอนนี้ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของคนที่ชื่นชอบกีฬาอย่างบาสเกตบอลไปที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะว่า นี่มันคือหนังที่สร้างมาจากความฝันที่ไม่อาจเป็นจริงของคนทั้งคู่