เรื่องของพรสวรรค์นั้นเราเชื่อว่ามันมีอยู่ในทุกคน เพียงแต่ว่าจะมีใครคนไหนที่สามารถควานหาสิ่งที่มันหลบซ่อนอยู่ในตัวเราได้เจอก่อนกันก็เท่านั้น และแน่นอนว่าบางทีความสามารถเหล่านั้นบางคนก็ไม่ได้มีเพียงแค่ทักษะเดียว โดยถ้าจะยกให้เห็นภาพเลยนั่นก็คือบรรดาเหล่าบาสเกตบอลหลาย ๆ ที่นอกจากพวกเขาจะมีการเล่นที่พลิ้วไหว ดูเพลินตาแล้ว ตัวพวกเขาเองก็ยังมีความสามารถอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ราชาแห่ง 3 แต้มอย่าง Stephen curry ที่นอกจากจะยิง 3 แต้มแม่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งพรสวรรค์อย่างการตีกอล์ฟนั่นเอง แต่ทว่าความสามารถนี้มันกลับดูเล็กน้อยลงไปทันที เมื่อถูกเอามาเปรียบเทียบกับชายร่างยักษ์ที่เคยสั่นสะเทือนวงการ NBA มาแล้วอย่าง แชค หรือ ชาคีล โอนีล ยอดเซ็นเตอร์แห่งยุค 2000 ผู้ที่ครอบครองแหวนแชมป์ถึง 4 ด้วยกัน
แน่นอนละว่าเมื่อพูดถึง แชค หรือ ชาคีล โอนีล แล้วภาพที่ทุกคนจะต้องนึกถึงเลยเป็นอันดับแรกนั่นก็คือ
ร่างกายอันใหญ่ โดยเขาคนนี้มีความสูงมากถึง 216 เซนติเมตร และ หนักประมาณ 136 กิโลกรัม ซึ่งการที่เขาเลือกเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์นี้เองที่ทำให้เขาคนนี้มันเปรียบเสมือนกับกำแพงขนาดยักษ์เลยทีเดียว
โดยทักษะด้านบาสเกตบอลของ ชาคีล โอนีล นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่โดดเด่นมาก ๆ ตั้งแต่เขาเรียกอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ซึ่งเพราะความโดดเด่นนี้เองที่ทำให้สุดท้ายแล้วในปี 1992 เขาคนนี้ก็ได้ถูกดราฟต์เข้าสู่ NBA เป็นอันดับที่ 1 โดยทีมที่เลือกเขาไปนั่นก็คือ ทีมอย่าง ออร์แลนโด แมจิค
และด้วยความใหญ่โตของ ชาคีล โอนีล แถมยังมีความว่องไว รวมถึงมีความเข้าใจเกมเป็นอย่างสูงนี่แหละ ที่ทำให้ตัวของชายคนนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย แถมตัวของเขาก็ไม่ได้มีดีเพียงแค่ในสนาม เพราะนอกสนามเขายังเฉิดฉายไม่แพ้กัน
ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตจนสะดุดตาใคร ๆ แถมยังมีนิสัยขี้เล่นนี่แหละที่ทำให้ในปี 1994 วิลเลี่ยม เฟรดกินส์
ผู้กำกับภาพยนตร์ Hollywood ได้ชักชวน ชาคีล โอนีล ไปแสดงหนังที่มีชื่อเรื่องว่า Blue ship โดยในเรื่องนั้นตัวของแชคได้แสดงคู่กับ เพนนี ฮาร์ดอเวย์ เพื่อนคู่ซี้ของเขาในสมัยที่เล่นด้วยกันในทีมแมจิค
แต่ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะในปี 1996 ผู้กำกับอย่าง พอล เกลเซอร์ เองก็สนใจในรูปลักษณ์ที่ใหญ่โตของ ชาคีล โอนีล เขาจึงได้ชักชวนแชคไปเล่นหนังแนวแฟนตาซี โดยขอร้องให้เขามาแสดงเป็นยักษ์ในภาพยนตร์เรื่อง Kazaam แต่ทว่าด้านรายได้ของเรื่องก็ไม่ค่อยที่จะประสบความสำเร็จมากนัก เพราะทำรายได้ไปเพียงแค่ 19 ล้านดอลล่าร์ จากทุนสร้าง 20 ล้านดอลล่าร์
และด้วยความร่างยักษ์ของเขานี้เองที่ยังทำให้มีคนสนใจดึงเขาไปแสนหนังอยู่เรื่อย ๆ โดยในปี 1997 ตัวของ ชาคีล โอนีล ก็ถูกผู้กำกับอย่าง เคนเนธ จอห์นสัน ดึงตัวไปแสดงหนังที่มีชื่อเรื่องว่า Steel แต่ทว่าเรื่องนี้กลับเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะเก็บรายได้เพียง 1.7 ล้านเหรียญจากทุนสร้างถึง 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แม้ว่าหนังที่ตัวของ ชาคีล โอนีล แสดงจะไม่ค่อยประความสำเร็จแถมตัวของเขายังถูกบรรดาเหล่านักวิจารณ์สับเลอะไม่เป็นท่า แต่ถึงแบบนั้นตัวของ แชค เองก็ยังได้รับโอกาสเล่นหนังอยู่เรื่อย ๆ
แม้ว่าตัวของ ชาคีล โอนีล จะได้แสดงภาพยนตร์มากมาย แต่ทว่าสิ่งที่ตัวของ แชค เองออกมายอมรับแบบตรง ๆ เลยว่าชอบมากที่สุดนั่นก็คือ การพากย์เสียงนั่นเอง โดยจุดเริ่มต้นของการพากย์เสียงของแชคนั้นเริ่มมาจากที่ เขาได้ถูกชักชวนให้ไปให้เสียงพากย์ภาพยนตร์เรื่อง The Smurfs 2 ในปี 2013 โดยตัวของแชคได้พากย์เป็นตัวละครที่มีชื่อว่า Smooth Smurf
ซึ่งการพากย์ครั้งนี้นี่เองที่ทำให้ตัวของ ชาคีล โอนีล รู้สึกว่าเขามีความสามารถด้านนี้ แถมเสียงของเขาก็ยังถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเสียงที่มีเอกลักษณ์ไม่แพ้ใคร จนทำให้ในปีถัดมา คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ก็ได้ดึงตัวเขาไปลงเสียงตัวละครของเขาเองในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง The Lego Movie ซึ่งการพากย์ครั้งนี้นี่แหละที่ทำให้ แชค เอ่ยปากบอกเลยว่า เขานั้นชื่นชอบการให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์ หรือ โฆษณาเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ทำให้ค่ายผลิตเกมอย่าง 2K ผู้สร้างเกมบาสอันดับ 1 อย่าง NBA 2K
ได้เล็งเห็นถึงความสามารถด้านการใช้เสียงของ ชาคีล โอนีล พวกเขาจึงได้ติดต่อให้ตัวของแชคมาพากย์เสียงเป็นผู้วิเคราะห์ในเกม ซึ่งบทบาทนี้เองก็เป็นบทบาที่ตัวของแชคเองก็ทำอยู่ในช่วงที่เขาเลิกเล่นไปแล้วนั่นเอง และด้วความที่ตัวของ ชาคีล โอนีล เองก็เล่นเกมนี้อยู่แล้ว เขารีบตบปากรับคำการให้เสียงพากย์ในครั้งนี้ทันที
และเมื่อตัวของ ชาคีล โอนีล นั่นค่อนข้างที่จะชื่นชอบการใช้เสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่านั่นก็รวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่าการร้องเพลงด้วยเช่นกัน โดยแชคนั้นเป็นคนที่ชื่นชอบการร้องเพลงมาก ๆ ถึงขนาดที่เจ้าตัวเองยังเคยบอกเอาไว้ด้วยว่าความฝันอีกอย่างหนึ่งของเขานั่นก็คือ การออกอัลบั้มแร็ป เป็นของตัวเอง
และในที่สุดปี 1993 ก็อาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีการซ้อม และ การแข่ง ซ้อมรอเพลงอย่างเอาเป็นเอาตาย และ ทำให้ในที่สุดตัวของ ชาคีล โอนีล คนนี้ก็สามารถคลอดอัลบั้มเพลงแร็ปออกมาได้สนใจเขาซะที โดยอัลบั้นนั้นมีชื่อว่า Shaq Diesel โดยอัลบั้มเปิดตัวของ ชาคีล โอนีล ชุดนี้ถือได้ว่าค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จ เพราะว่ามันสามารถที่จะทำยอดขายได้ถึงระดับ 1 ล้านก็อปปี้ แถมอัลบั้มนี้ของ แชคยังเคยพุ่งทะลุขึ้นไปอยู่อันดับ 10 ของ ชาร์ตบิลบอร์ดในปีนั้นอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จนี้เองที่ทำให้ตัวของ ชาคีล โอนีล ส่งอัลบั้มอื่น ๆ ตามมา โดยถ้ารวมทั้งหมดแล้วเขาคนนี้มีอัลบั้มเป็นของตัวเองทั้งสิ้น 4 อัลบั้มด้วนกัน
แต่นอนจากฝีมือด้านแร็ปแล้วตัวของ ชาคีล โอนีล ก็ยังถือได้ว่าเป็นดีเจมิกซ์เสียงขั้นเทพเช่นกัน เพราะตัวของแชคเองนั้นฝึกการเป็นดีเจมาตั้งแต่ปี 1980 ก่อนที่ในปี 2019 เขาจะเปิดตัวในฐานะดีเจ ที่มีชื่อว่า DJ Diesel แถมเวทีเปิดตัวของเขาก็คือเทศกาลดนตรี EDM ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Tomorrowland
แต่ความสามารถในตัวของ ชาคีล โอนีล ยังไม่ได้หมดลงแต่เพียงเท่านั้นซึ่งชายคนนี้จะมีความสามารถอะไรซ่อนอยู่นั้นตัวอีกบ้างนั้น เอาไว้เดี๋ยวเรามาติดตามกันต่อในครั้งหน้า