การกันด้วยคนที่เป็นเบอร์ 1 แห่งวงการบาสเกตบอลในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละคนนั้นล้วนแล้วแต่มีฝีมือที่ฉกาจฉกรรจ์กันแทบทั้งสิ้น และแน่นอนว่าเมื่อฝีมือของพวกเขานั้นเทพขนาดนี้มีเหรอที่บรรดาเหล่าสปอนเซอร์ต่าง ๆ จะไม่มีวิ่งเข้าหาพวกเขา ซึ่งทั้งตัวอย่าง เลบรอน เจมส์, สเตปห์ เคอร์รี่ รวมถึง เจมส์ ฮาร์เด้น เองก็ล้วนแล้วแต่เป็น 1 ในลิสต์รายชื่อที่มีรายรับเข้ามาต่อมีเป็นจำนวนมหาศาล แต่ทว่าแม้รายรับพวกเขาจะมีมากขนาดไหนก็ตามที แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จะทำมากได้กับชายที่เลิกเล่นบาสไปเกือบ 20 ปีแล้วอย่าง ไมเคิล จอร์แดน
โดยนิตยสารจอมจัดอันดับอย่างฟอร์บส ได้ระบุเอาไว้ว่าตัวของ เลบรอน เจมส์ นั้นมีรายได้ต่อปีรวมทั้งหมดแล้วอยู่ที่ประมาณ 88.7 ล้านดอลลาร์ ส่วนราชาแห่ง 3 แต้มอย่างเคอร์รี่ได้มีรายได้รวมอยู่ราว ๆ 79.5 ล้านดอลลาร์ และทางด้านพ่อหนุ่มเครางามอย่าง เจมส์ ฮาร์เด้น นทำเงินได้ปีละ 43 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อนำตัวเลขเหล่านี้มาเทียบกับผู้เล่นอย่าง ไมเคิล จอร์แดน มันกลับพบช่องห่างอันมหาศาล เพราะว่าตัวของจอร์แดนนั้นมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 1.9พันล้านเหรียญ
ไมเคิล จอร์แดน นั้นได้ประกาศรีไทร์ออกจากวงการบาสเกตบอลไปตั้งแต่ปี 2003
ซึ่งแน่นอนว่าตลอดระยะเวลาที่เขาโลดแล่นอยู่ในวงการนี้ เขาถือได้ว่าเป็นผู้เล่นอีกหนึ่งคนเลยที่ค่อนข้างจะได้ค่าเหนื่อยที่สูงมาก ๆ โดยในสมัยนั้นตัวของจอร์แดนสามารถทำรายได้ต่อปีเป็นเงินราว ๆ 90 ล้านดอลล่าร์ เลยทีเดียว
แต่ทว่าเพราะตัวของ ไมเคิล จอร์แดน เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในอาชีพของเขา เพราะว่ารู้ดีว่าสุดท้ายตัวเขาเองก็อาจที่จะเล่นกีฬานี้ไปได้ตลอดชีวิต และหนึ่งในสิ่งที่เขาทำนั่นก็คือการเซ็นสัญญากับไนกี้ ซึ่งทุกคนคงพอจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าตัวของ ไมเคิล จอร์แดน ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักกีฬาระดับแม่เหล็กของไนกี้ และแน่นอว่าเมื่อไนกี้ได้เซ็นสัญญากับตำนานคนนี้พวกเขาก็สามารถใช้มันบุกถล่มตลาดอุปกรณ์กีฬาได้อย่างคุ้มค่า ด้วยอาวุธหนักที่สุดที่พวกเขาปล่อยออกมานั่นก็คือ รองเท้า Air Jordan นั่นเอง
ซึ่งเพราะความขายดีใม่มีหยุดนี่เองที่ทำให้สุดท้ายแล้ว Air Jordan ก็ถูกแยกไลน์ออกมาจากแบรนด์แบบฉายเดี่ย แต่ยังคงเป็นแบรนด์ย่อยของ ไนกี้ โดยมีโลโก้ จัมป์แมนที่เป็นท่ากระโดดของ ไมเคิล จอร์แดน เป็นจุดขาย ซึ่งไอ้โลโก้ดังกล่าวนี้เองแหละที่มันมีมูลค่าทางการตลาดสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว แถมทุกวันนี้แบรนด์นี้ก็ยังคงแข็งแกร่ง และ ล่าสุดแบรนด์นี้ก็เพิ่งได้ถึงสโมสรฟุตบอลแห่งลีกเอิง อย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง อีกด้วย
ซึ่งจากการวิเคราะห์ดังกล่าวเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าการเดินเกมทางการตลาดของ ไมเคิล จอร์แดน
นั้นค่อนข้างที่จะแตกต่างกับนักกีฬาคนอื่น ๆ เพราะว่านักกีฬาส่วนจะได้รายได้มาจากสัญญาจากรองเท้า แต่สำหรับตัวของจอร์แดนนั้น เขากลับได้ส่วนแบบจากการขาย และเขายังเลือกที่จะขยับตัวเองให้กลายเป็นพาร์ทเนอร์ของแบรนด์อีกด้วย
ซึ่งในปัจจุบันนั้นแบรนด์ลูกอย่าง Air Jordan นั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทแม่อย่าง ไนกี้ ได้ถึงปีละ 3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อให้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นานาแล้วก็ตาม ตัวของ ไมเคิล จอร์แดน ยังได้ส่วนแบ่งมามากถึงปีละ 100 ล้านดอลลาร์อยู่ดี ซึ่งแค่หักค่าส่วนต่างแค่นี้เขาก็รวยกว่าเหล่าซุปเปอร์สตาร์ในวงการ NBA ตอนนี้เกือบทุกคนแล้ว
การลงทุนมีความเสี่ยง…แต่คุ้ม
นอกจากการเป็นเสือนอนกินกับแบรนด์รองเท้าที่ติดลมบนอยู่แล้ว จอร์เเดน ยังกระโดดใส่การลงทุนกับสิ่งที่เขาถนัดอีกด้วย นั่นคือการซื้อทีมบาสเก็ตบอล NBA อย่าง ชาร์ล็อต บ็อบแค็ทส์ ทีมที่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่อะไร แถมยังไม่เคยเข้ารอบเพลย์ออฟเลยแม้แต่ครั้งเดียว
และอีกหนึ่งสิ่งที่ ไมเคิล จอร์แดน ทำนอนเหนือจากกิจการของ Air Jordan แล้ว เขาคนนี้ก้ยังได้ไปซื้อหุ้นของทีมอย่าง ชาร์ล็อต บ็อบแค็ทส์ ไว้ตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่ค่อย ๆ ขยับจำนวนหุ้นขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เขากลายมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ซึ่งการถือหุ้นในครั้งนี้นี่เองที่ส่งผลให้ตัวของ จอร์แดน ได้กลายเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบาสเก็ตบอล
หลังจากนั้นในปี 2010 ตัวของ ไมเคิล จอร์แดน ก็ได้ทำการซื้อหุ้นเพิ่มด้วยมูลค่าถึง 175 ล้านดอลล่าร์
และ แสดงความประสงค์อย่างชัดเจนว่า เขาต้องการที่จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทีม ซึ่งหลังจากเคลียร์เรื่องนี้กันจนลงตัว ทาง NBA ก็ได้เคาะให้ตัวของ ไมเคิล จอร์แดน กลายเป็นเจ้าของทีมนี้อย่างเป็นทางการและก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อทีมเป็น ชาร์ล็อต ฮอร์เน็ตส์
แต่ถ้าถามว่าเมื่อมีผู้เล่นระดับตำนานอย่างจอร์แดนเข้ามานั่งเป็นเจ้าของแล้ว ทีมจะสามารถทำผลงานได้ดีเหมือนกับตำนานอย่าง ไมเคิล จอร์แดน หรือไม่ เราก็ขอตอบว่าไม่ แต่ถึง ฮอร์เน็ตส์ จะผลงานไม่ดีนัก แต่ทว่าผลประกอบการต่าง ๆ ของทีมกลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฤดูกาล 2014 – 2015 ทีมอย่าง ฮอร์เน็ตส์ สามารถทะยานขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 จนทำให้มูลค่าของทีมสูงขึ้น ซึ่งการบริหารงานของจอร์แดนนี่เองที่ทำให้ตัวของ ไมเคิล จอร์แดน มีรายได้ให้ใช้เพิ่มอีกกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์ เลยทีเดียว
หลังจากนั้นไมเคิล จอร์แดน ก็เอารายได้ส่วนหนึ่งจากการบริหารทีมไปต่อยอดกับธุรกิจใหม่ของเขาในปี 2018 ด้วยการรุกเข้าสู่ตลาด E-Sport โดยเขาได้ตัดสินใจลงทุนใน Team Liquid ซึ่งเป็นทีมระดับแนวหน้าของโลก ที่มี แมจิค จอห์นสัน อีกหนึ่งคู่ปรับในเวที NBA ของเขามาลุงทุนก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
และนอกจากการที่ตัวของ ไมเคิล จอร์แดน จะกลายเป็นนักธุรกิจแบบเต็มไปตัวแบบ แต่เขาคนนี้ก็ยังคงรับงานพรีเซ็นเตอร์ต่าง ๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Hanes หรือ เครื่องดื่มเกลือแร่อย่าง Gatorade รวมถึงยังขายลิขสิทธิ์ให้กับค่ายเกม 2K เพื่อให้เกมนี้เป็นเจ้าเดียวเท่านั้นที่สามารถนำชื่อและตัวของ ไมเคิล จอร์แดน ไปใช้ในเกมได้ ซึ่งจากส่วนต่าง ๆ นี้เองแหละที่ทำให้เขาได้รับทรัพย์ไปเหนาะอีก 100 ล้านดอลล่าร์
ซึ่งรายได้จากหลากหลายที่มาเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ตัวของ ไมเคิล จอร์แดน สามารถทำรายได้อย่างก้าวกระโดดภายในไม่กีปี และกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดลำดับที่ 455 ของประเทศสหรัฐอเมริกา