หากพูดถึงเรื่องราวของนักบาสที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกแล้วละก็ เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะร้องอ๋อ กันอย่างแน่นอนเพราะว่าเขาคนนั้นก็คือ ชายที่ผู้สร้างตำนานเอาไว้มากมายในวงการบาสเกตบอล NBA ในฐานผู้เล่นของชิคาโก บูลส์ อย่างไมเคิล จอร์แดนนั่นเอง ซึ่งสถิติต่าง ๆ ของเขาคนนี้เราก็ได้มีบทความให้พวกคุณได้อ่านกันอีกเพียบ โดยสามารถย้อนกลับไปอ่านบทความเก่า ๆ ของเราได้
และอย่างที่หลาย ๆ ทราบกันดีกว่าความสำเร็จของไมเคิล จอร์แดนจะมีไม่ได้เลยถ้าหากเขาไม่สามารถโชว์ลีลาในสนามได้ดี ซึ่งเพราะลีลาในสนามที่เล่นได้อย่างเร้าใจนี้เองจึงทำให้เขาคนนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในพรีเซ็นเตอร์ของรองเท้ายอดฮิตของโลกอย่าง Air Jordan ซึ่งรองเท่ารุ่นนี้ถือได้ว่าเป็นรองเท้าที่ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมากทั้งในสนามบาส และ โลกแห่งแฟชั่น
แต่ถ้าคุณจะสังเกตให้ดี ๆ แล้วที่รองเท้าของ Air Jordan ตั้งแต่รุ่นที่ 3 เป็นต้นไป
มันจะมีสัญลักษณ์ที่เป็นรูปคนกำลังกระโดด อยู่ ซึ่งหลาย ๆ คนก็คงเดาไม่ยากใช่ไหมละ ว่าท่ากระโดดนั้นมันคือท่าของใคร ใช่แล้วละ ท่ากระโดดที่ปรากฏอยู่บนโลกเท้า Air Jordan นั่นก็คือ ท่าของ ไมเคิล จอร์แดนชายผู้ซึ่งมีท่าดังค์อันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ซึ่งท่าดังค์ของ จอร์แดน ในขณะนั้นจะถูกเรียกว่าท่า Air Walk หรือ การเดินบนอากาศนั่นเอง
แต่ทว่าท่านีมันมีจุดเริ่มต้นมาได้อย่างไร และ ท่านี้มันสร้างตำนานอันแสนตกตะลึงอะไรไว้บ้าง เอาเป็นในวันนี้เราจะพาททุก ๆ คนย้อนรอยไปชมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของท่าดังค์นี้ของไมเคิล จอร์แดนกันเลย
โดย AIRWALK ของไมเคิล จอร์แดนเองก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบขงอการดังค์ แต่ทว่าส่วนใหญ่แล้วการดังค์ที่เรามักจะเห็นทั่ว ๆ ไป นั่นก็คือ การกะรโดดให้สูง แล้วจับลูกยัดลงห่วงด้วยความรุนแรงให้สะใจกันไปข้าง แต่สิ่งที่ทำให้ AIRWALK ของจอร์แดนนั้นแตกต่างกว่าชาวบ้านนั่นก็คือ เขาจะวิ่งมาจากระยะทางไกล แล้วกระโดดเหินรางกับเดินกลางอากาศ ก่อนที่จะพาลูกบาสยัดใส่ห่วงอย่างสุดแรงแทนนั่นเอง
ซึ่งไมเคิล จอร์แดนได้เริ่มใช้ท่า AIRWALK นี้เป็นครั้งแรกในการแข่งขัน Slam Dunk Contest ในปี 1988
ซึ่งสมัยนั้นเขาได้เริ่มกลายเป็นคนที่สื่อหลายสื่อต่างก็ให้ความสนใจ อีกเขายังเป็นแชมป์เก่าของรายการนี้เมื่อปีที่แล้วอีกด้วย โดยในรอบก่อนชิงชนะเลิศครั้งนั้นเขาต้องพบกับ ชายผู้เป็นแชมป์ในปี 1985 อย่าง โดมินิค วิลกินส์ และแน่นอนว่า โดมินิค วิลกินส์ ก็สามารถโชว์ลีลาดังค์ได้สะแด่วแห้ว จนทำให้ในที่สุด จอร์แดน ก็ต้องงัดลีลาดังค์สุดเด็ดออกมา
ในวันนั้นไมเคิล จอร์แดนค่อย ๆ เดินไปยังอีกด้านข้างของสนาม ก่อนที่จะเริ่มออกตัววิ่งด้วยความเร็วสูงเข้าหาแป้นบาส และเขากระโดดเหิมพร้อมกับก้าวขาราวกันเดินอยู่กลางอากาศก่อนที่จะอัดกระแทกลูกลงห่วงไปอย่างสวยงาม แน่นอนว่าท่าดังค์ครั้งนี้เรียกเสียฮือฮาจากทั้งภายในสนาม และ ทำให้คนดูที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง
และแน่นอนว่าท่าดังค์นี้ส่งให้เขา เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ทว่าเขาก็ยังหนีคู่แข่งคนสำคัญอย่าง วิลกินส์ ไม่พ้น ทำให้ในที่สุดทั้งคู่ก็ต้องมาดวลกันเพื่อหาแชมป์ และแน่นอนว่าการผ่านมาถึงรอบชิงของ วิลกินส์ เองก็เป็นเครื่องการันตีอยู่แล้วว่าเขาคนนี้ไม่ธรรมดา ทำให้การแข่งขันผ่านไป 2 รอบ จอร์แดนคะแนนตามหลัง วิลกินส์ อยู่ที่ 100 ต่อ 97 มันเลยทำให้ไมเคิล จอร์แดนตัดสินใจ งัด AIRWALK ออกมาใช้อีกครั้ง
ซึ่งหากถามว่าไมเคิล จอร์แดนเพิ่มเติมอะไรในการใช้ครั้งนี้หรือไม่ เราก็ตอบว่าไม่ แต่สิ่งที่พิเศษในครั้งนี้นั่นก็คือ เขาค่อย ๆ ย่องมาแบบช้า ๆ ก่อนที่จะเร่งความเร็ว แต่ครั้งนี้จุดกระโดดของเขาคือบริเวณจุดยิงลูกโทษ ทำใหรอบนี้เราได้เห็นการเดินบนอากาศที่ไกล และ ยาวนานกว่าครั้งแรก และแน่นอนว่ามันก็ปิดท้ายด้วยการที่จอร์แดนอันลูกบาสลงใส่ห่วงอย่างสุดแรงเกิด
แน่นอนว่าเสียงเฮดังลั่นสนาม และ ท่านี้ก็ส่งผลให้ไมเคิล จอร์แดนได้อีก 50 คะแนน
และการเป็นแชมป์ของการแข่งขัน Slam Dunk Contest ในปี 1986 นี้ไป แต่ตัวเขาเองก็คงไม่คาดคิดว่า ท่าดังค์ท่านี้จะกลายมาเป็นอีกท่าดังค์หนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก NBA
ซึ่งหลังจากวันนั้น ท่า แอร์วอล์ค ก็โด่งดังขึ้นมาในทันที เพราะว่าท่าที่ ไมเคิล จอร์แดน กระโดดดังค์ในวันนั้นถูกเอาแพร่ภาพไปใช้กันทั่วโลก และที่สำคัญก็คือ รองเท้าของเขาที่ขายดีขึ้นมาอีกหลายเท่าโดยทันที โดยหลาย ๆ คนต่างก็พูดถึงว่าชื่อของรองเท้าอย่าง Air Jordan นั้นไม่ได้ถูกตั้งมาเล่น ๆ เพราะว่าผู้ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ของรองเท้ารุ่นนี้สามารถที่เดินบนอากาศได้จริง ๆ แถมท่วงท่าในการก้าวขายาว ๆ กลางอากาศนั้นก็เหมาะกับโลโก้ Jumpman ได้เป็นอย่างดี
แต่ถึงมันจะเป็นท่าที่ฮิตไปทั่วโลกขนาดไหนก็ตาม ไมเคิล จอร์แดน เองก็ไม่ค่อยจะพูดถึงสิ่งนี้มากเท่าไหร่นัก เพราะว่าเขานั้นไม่ใช่เป็นคนคิดค้นท่านี้เอง เพียงแค่ว่าเขาได้เอาท่านี้ของนักบาสคนอื่น ๆ ที่ทำแนว ๆ นี้มาปรับใช้เท่านั้น
แต่ถึงว่าท่านี้มันจะเป็นท่าสำหรับการใช้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ทว่าในหลาย ๆ ครั้งในการแข่งขันที่เป็นเกมการแข่งขันจริง หากทีมของเขาสามารถสวนกลับได้โดยไม่มีคู่แข่งประกอบมากเท่าไหร่นัก ไมเคิล จอร์แดน ก็มันจะใช้ท่าดังค์นี้เพื่อเป็นการเอนเตอร์แทนให้กับบรรดาเหล่าแฟน ๆ อยู่เสมอ
และแน่นอนว่าท่านี้ของไมเคิล จอร์แดนมันได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับรรดาเหล่านักบาสรุ่นหลังก ๆ มากมายจนทำให้มีหลาย ๆ คนหยิบเอาท่านี้มาประยุกต์ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ เคนนี วอล์คเกอร์ ที่นำเอาท่านี้มาประยุกต์ใช้กับการดังค์แบบหมุนตัวของเขา จนทำให้เขาคนนี้สามารถที่จะคว้าแชมป์ Slam Dunk Contest ในปี 1989 มาได้สำเร็จ แถมในปัจจุบันนี้ท่านี้ก็ยังเป็นท่าที่แพร่หลาย โดยเหล่านักบาสชั้นยอดหลายคนที่หยิบเอาท่านี้มาเรียกเสียงเฮจากบรรดาเหล่าแฟน ๆ
แต่นแน่นอนว่าต่อให้จะมีสักกี่คนที่ทำท่าน้ได้ก็ตามแต่คนที่ถูกนึกถึงเป็นคนแรกอยู่เสมอเวลาที่ท่านี้ถูกนำมาใช้ ชายคน ๆ ก็คือ ไมเคิล จอร์แดน