หากพูดถึงเรื่องราวของความเชื่อนั้น เราเชื่อเลยว่าในปัจจุบันนี้มันมีความเชื่อมากมายหลากหลายที่ให้หลาย ๆ คนเลือกที่จะเชื่อ เลือกที่จะศรัทธากัน แต่ทว่าบางทีความเชื่อเหล่านั้นเองก็ต้องถูกลบล้างลงไปเพราะมีข้อพิสูจน์ และ หลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดกว่าความเชื่อในแบบเดิม ๆ
ซึ่งการที่จะลบล้างความเชื่อแบบเดิม ๆ ไปได้สำเร็จนั้นบางทีมันก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยหลักฐาน รวมถึงข้อมูลอันหลากหลายเพื่อใช้ในการอ้างอิงตามกระบวนการทางวิทยศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น การเชื่อว่ากาแล็กซี่ทางช้างเผือกนั้นเป็นเพียงกาแล็กซี่เดียวในจักวาลนั่นเอง ที่ถูกหักล้างไปแล้วในปัจจุบัน
แต่ทว่าไอ้การจะหักล้างทฤษฎีเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมันก็มักจะเป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ซะส่วนใหญ่ ซึ่งหากให้คุณลองจินตนาการถึงภาพของนักวิทยาศาสตร์สักคน ภาพของเด็กเนิร์ดใส่แว่นหนาเตอะ กับเสื้อกราวน์ตัวใหญ่คงจะต้องพุดขึ้นมาในสมองของคุณอย่างแน่นนอน
แต่ทว่าเราขอให้ลบภาพเหล่านั้นออกจากสมองของคุณทิ้งไปซะเดี๋ยวนี้เพราะว่าในครั้งนี้เราจะพาคุณไป
พบกับอีกหนึ่งวิทยาศาสตร์ที่เขาคนนี้มีฝีมือด้านบาสเกตระดับชั้นเลิศจนหาคนมาต่อกรได้อย่าง ซึ่งเขาคนนี้มีชื่อว่า เอ็ดวิน ฮับเบิล
เอ็ดวิน ฮับเบิล เกิดในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในรัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1899 ซึ่งเขาคนนี้ถือได้ว่าเป็นหนอหนังสือตั้งแต่เด็ก เพราะว่าเขาคนนี้ค่อนข้างที่จะสนใจในเรื่องราวของวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก จนทำให้คุณปู่ของ ฮับเบิล ตัดสิใจซื้อกล้องโทรทรรศน์ไว้สำหรับดูดาวแก่ ฮับเบิล เป็นของขวัญวันเกิด
ซึ่งการได้กล้องดูดาวของเขาในครั้งนี้นี่เองที่มันได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเริ่มศึกษา และ ค้นความ เกี่ยวกับเรื่องดวงดาวเพิ่มเติม รวมถึงเขายังเริ่มเขียนหนังสือเกี่ยวกับดาวอังคารที่มีเนื้อหาอันน่าสนใจมาก ๆ จนทำให้หนังสือเล่นนี้ถูกตีพิมพ์ในสื่อท้องถิ่น แถมในตอนที่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ เขายังมีอายุเพียงแค่ 12 ปีเท่านั้นอีกด้วย
ส่วนด้านการเรียนของเขา แน่นอนแหละว่าเมื่อเป็นคนที่ชอบอ่าน และ ชอบค้นคว้าขนาดนี้
ผลการเรียนของเขาก็ย่อมดีเป็นเงาตามตัว โดยเขาสามารถทำเกรดการเรียนได้อยู่ในระดับ 95 – 100 ในทุก ๆ วิชา ยกเว้นแต่วิชาการสะกดคำเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเด็กเรียนดีเพียงใดก็ตาม แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองกลับไม่ใช่หนังสือที่เขาเขียน หรือ ผลการเรียน แต่มันกลับเป็นผลงานด้านกีฬาของเขามากกว่า
ในสมัยมหาวิทยาลัย ฮับเบิล เข้าได้เลือกเข้าเรียนที่ระดับปริญญาตรีในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโก แถมเขาคนนี้ยังได้รับเลือกเข้าทีม Chicago Maroons ซึ่งเป็นทีมบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัยตั้งแต่เขาอยู่ปี 1 แต่สิ่งที่มันน่าตกใจไปกว่านั้นนั่นก็คือ เขาคนนี้สามารถที่จะได้ทุกตำแหน่งในสนามไม่ว่าจะเป็น พอยต์การ์ด, เซนเตอร์ หรือเพาเวอร์ฟอร์เวิร์ดก็ตาม
และแน่นอนว่าเขาไม่ได้ใช่เพียงแค่ผู้เล่นที่เล่นไปให้ตจบ ๆ เท่านั้น เพราะว่าเขาคนนี้สามารถนำพาแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของทีม ด้วยการคว้าถ้วยแชมป์ Western Conference หรือปัจจุบันคือ Big Ten Conference มาครองได้อีกด้วย
เท่านั้นยังไม่พอเพราะว่าทีม Chicago Maroons ที่มีฮับเบิล อยู่ยังโชว์ความร้อนแรงแบบต่อเนื่อง
ไปถึงอีก 3 ปี ซึ่งตลอด 3 ปีนี้เขายึดตำแหน่งตัวจริง และ ยืนระยะมาตั้งแต่เรียนปี 1 ไปจนถึงจบปี 4 เลยอีกด้วย
หลังจากปริญญาตรี ฮับเบิล ก็ศึกษาต่อในปริญญาโทที่อกซ์ฟอร์ด ทันที ซึ่งพอหลาย ๆ คนได้ยินชื่อของ
อกซ์ฟอร์ด หลายคนก็คงคิดว่ามันน่าจะเด่นด้านการศึกษาอย่างแน่นนอนใช่ไหมละ แต่เปล่าเลย เพราะว่า ฮับเบิล ได้รับทุนที่มีชื่อว่า Rhodes Scholarship ซึ่งเป็นทุนที่มอบให้กับนักศึกษาที่มีความโดดเด่นในด้านกีฬา , ด้านวิชาการ และ ความเป็นผู้นำ ซึ่งฮับเบิลทุนนี้มาจากความสามารถด้านกีฬาของเขา
และเพราะการได้ทุนด้านกีฬานี้เองที่มันเริ่มทำให้เขาคนนี้พัฒนาความสามารถด้านกีฬามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยในตอนนั้นเขาได้เล่นกีฬาอย่างหลากหลายมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น โปโลน้ำ , กรีฑาลู่และลาน รวมถึงมีแมตซ์ขึ้นชกมวยกับแชมป์จากฝรั่งเศสซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นอีกด้วย แต่ถามว่าแค่นั้นสุดหรือยัง เราขอตอบว่ายัง เพราะเขายังได้รับการทาบทามให้ไปฝึกซ้อมกับ แจ็ค จอห์นสัน อดีตนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวตในยุคนั้นมาแล้ว แต่ก็โชคยังดีที่เขาปฏิเสธไปเสียก่อน
หลังจากนั้นเขายังเสริมทักษะความรู้ของเขาเพิ่มเติมตามที่พอของเขาต้องการ โดยการศึกษาปริญญาโทในคณะนิติศาตร์ และ เสริมด้วยการเดินทางไปเรียนด้านวรรณกรรม และ ภาษาสเปน ก่อนที่จะจบในปี 1912 และเดินทางสู่บ้านเกิดของเขาอย่าง
สหรัฐฯ
ซึ่งการกลับมาอเมริกาในครั้งนี้เขาได้กลับมาทำอาชีพเป็นครูสอนโรงเรียนม.ปลาย
ด้วยการสอนวิชาอย่างฟิสิกส์, คณิตศาสตร์, ภาษาสเปน และเหนืออื่นใดเขายังรับตำแหน่งโค้ชให้กับกีฬาที่เขาเคยสร้างผลงานไว้มากมายอย่างบาสเกตบอล และเขาก็ไม่ทำให้เหล่าเด็ก ๆ ผิดหวังเพราะเขาคนนี้ ได้พาเด็ก ๆ ของเขาเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ระดับรัฐฯ ก่อนจะจบด้วยผลงานอันดับที่ 3
แต่การเรียนของเขายังไม่หยุดแค่นั้นหรอกนะ เพราะว่าหลังจากที่เขาตามฝันสิ่งที่พ่อต้องการได้สำเร็จตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะทำตามสิ่งที่เขารักมาตั้งแต่เด็กอย่างการดูดาว โดยเขาได้เริ่มเรียนปริญญาเอกต่อในด้านดาราศาสตร์โดยตรง แถมการเรียนปริญญาเอกในครั้งนี้เขายังมีโอกาสได้ใช้หอดูดาวอย่าง หอดูดาวเยอร์กีส์ (Yerkes) ซึ่งในตอนนั้นถือได้ว่าเป็นหอดูดาวที่กล้องมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในขณะนั้น โดยผลงานเด่นของเขาที่ใช้ส่งเป็นธีสิสนั่นก็คือ การวิเคราะห์ภาพถ่ายของเนบิวลาที่อยู่ห่างไกล ซึ่งไอ้ภาพถ่ายนี้เองที่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่
เนื่องจากในอดีจเราเชื่อว่าเอกภพทั้งหมดนั้นประกอบไปด้วยกาแล็กซีทางช้างเผือกเพียงอย่างเดียว แต่ฮับเบิล กลับไม่ได้เชื่อแบบนั้น เขาจึงพยายามหาดวงดาวดวงอื่นที่อยู่ไกลออกไป โดยจุดที่เขาหานั่นก็คือ เนบิวลา ที่อยู่ไกลออกไปอย่าง เนบิวลาแอนโดรเมดา และเมื่อวัดระยะห่างแล้ว มันมีขนาดห่างไปถึง 900,000 ปีแสงด้วยกัน
จึงทำให้มันกลายเป็นหลากฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามันไม่ได้เป็นส่วนหนั่งของทางช้างเผือกเนื่องจากทางช้างเผือที่เข้าใจกันในตอนนั้นมีขนาดที่สั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นแล้วตัวของ ฮับเบิล ยังค้นพบว่าเอกภพของเรายังประกอบไปด้วยการแล็กซี่น้อยใหญ่อีกมากมาย แถมมันยังขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ จนทำให้กฎนี้ถูกตั้งชื่อว่า กฎของฮับเบิล และกลานเป็นสมการวิชาฟิสิกส์จักวาลวิทยาอย่างที่หลาย ๆ คนได้เรียนกัน